สสว. รายงานโครงสร้างต้นทุน SMEs
สสว. รายงานสถานการณ์โครงสร้างต้นทุน SMEs ทั้งอุตสาหกรรมการผลิต และธุรกิจการค้าและบริการ รายภูมิภาค พบภาคตะวันออกเฉียงเหนือต้นทุนการผลิตสูง ผลจากมาตรฐานการผลิตและเทคโนโลยีต่ำ ขณะที่ภาคตะวันออกมีต้นทุนสินค้าสำเร็จรูปต้นงวดสูง เชื่อมั่นข้อมูลจากผลการศึกษานี้จะช่วยสะท้อนสภาพความเป็นจริง เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางช่วยเหลือได้ตรงจุด
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเอสเอ็มอี (สสว.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การปรับตัวของราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและคาดว่าจะเพิ่มไปจนถึงสิ้นปีนี้ ส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และ SMEs ด้วยเหตุนี้ สสว. จึงได้ร่วมกับสถาบันการศึกษาทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาครวม 5 ภูมิภาค ดำเนินการสำรวจสถานการณ์ต้นทุนของ SMEs ทั้งในส่วนของอุตสาหกรรมการผลิต และธุรกิจการค้าและบริการรายภูมิภาค จำนวน 4,200 ตัวอย่าง เพื่อสะท้อนภาพความเป็นจริงในปัจจุบันให้ SMEs หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ได้ตระหนักถึงสถานการณ์และหาแนวทางในการปรับตัวให้ทันกับสภาพความเปลี่ยนแปลง และให้สามารถประกอบกิจการอยู่ได้อย่างยั่งยืนต่อไป
“โครงสร้างต้นทุนของ SMEs ทั้งในภาพรวมและรายภูมิภาค จะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะการประกอบกิจการและพื้นที่ ในส่วนของอุตสาหกรรมการผลิต จากผลการสำรวจพบว่าต้นทุนหลักจะอยู่ที่ค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าสำเร็จรูปต้นงวด ต้นทุนการผลิต และค่าใช้จ่ายในการบริหาร ขณะที่ธุรกิจการค้าและบริการต้นทุนหลักจะอยู่ที่ค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าเข้า ค่าใช้จ่ายในการบริหาร และค่าใช้จ่ายในการบริการลูกค้า”
โดยพบว่า โครงสร้างต้นทุนของ SMEs ในภาพรวม ในส่วนของอุตสาหกรรมการผลิต ต้นทุนส่วนใหญ่จะเป็น ต้นทุนในการซื้อสินค้าสำเร็จรูปต้นงวด คิดเป็นร้อยละ 42.43 รองลงมาเป็นค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนการผลิต คิดเป็นร้อยละ 25.17 และค่าใช้จ่ายในการบริหาร คิดเป็นร้อยละ 23.00 ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายมีสัดส่วนน้อยที่สุด คิดเป็นร้อยละ 9.40 ส่วนธุรกิจในภาคการค้าและบริการ ส่วนใหญ่จะเป็นต้นทุนซื้อสินค้าเข้า คิดเป็นร้อยละ 48.35 รองลงมาเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหาร คิดเป็นร้อยละ 31.25 และค่าใช้จ่ายในการขาย คิดเป็นร้อยละ 10.43 ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริการลูกค้ามีสัดส่วนน้อยที่สุด คิดเป็นร้อยละ 9.98
เมื่อพิจารณาเป็นรายภูมิภาค พบว่า ภาคเหนือ ในส่วนของอุตสาหกรรมการผลิต ส่วนใหญ่จะเป็นต้นทุนสินค้าสำเร็จรูปต้นงวด คิดเป็นร้อยละ 38.72 รองลงมาเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหาร คิดเป็นร้อยละ 28.16 ต้นทุนการผลิต คิดเป็นร้อยละ 22.33 และค่าใช้จ่ายในการขาย คิดเป็นร้อยละ 10.80 ในส่วนธุรกิจการค้าและบริการ ส่วนใหญ่จะเป็นต้นทุนการซื้อสินค้าเข้า คิดเป็นร้อยละ 48.32 รองลงมาเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหาร มีคิดเป็นร้อยละ 36.75 ค่าใช้จ่ายในการขาย คิดเป็นร้อยละ 8.73 และค่าใช้จ่ายในการบริการลูกค้า คิดเป็นร้อยละ 6.26
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในส่วนของอุตสาหกรรมการผลิต ส่วนใหญ่จะเป็นต้นทุนการผลิต คิดเป็นร้อยละ 45.83 รองลงมาเป็นต้นทุนสินค้าสำเร็จรูปต้นงวด คิดเป็นร้อยละ 32.76 ค่าใช้จ่ายในการบริหาร คิดเป็นร้อยละ 18.21 ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขาย มีสัดส่วนน้อยที่สุดคิดเป็นร้อยละ 3.20 สำหรับธุรกิจการค้าและบริการ ส่วนใหญ่จะเป็นต้นทุนซื้อสินค้าเข้า คิดเป็นร้อยละ 45.73 รองลงมาเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหาร คิดเป็นร้อยละ 27.19 ค่าใช้จ่ายในการบริการลูกค้า คิดเป็นร้อยละ 15.43 และค่าใช้จ่ายในการขาย คิดเป็นร้อยละ 11.65 ตามลำดับ
ภาคตะวันออก ในส่วนของอุตสาหกรรมการผลิต ส่วนใหญ่จะเป็นต้นทุนสินค้าสำเร็จรูปต้นงวด คิดเป็นร้อยละ 49.07 รองลงมาเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหาร คิดเป็นร้อยละ 21.94 ต้นทุนการผลิต คิดเป็นร้อยละ 20.91 และค่าใช้จ่ายในการขาย คิดเป็นร้อยละ 8.08 ตามลำดับ สำหรับธุรกิจการค้าและบริการ ส่วนใหญ่จะเป็นต้นทุนในการซื้อสินค้าเข้า คิดเป็นร้อยละ 50.86 รองลงมาเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหาร คิดเป็นร้อยละ 30.40 ค่าใช้จ่ายในการขาย คิดเป็นร้อยละ 9.50 และค่าใช้จ่ายในการบริการลูกค้า คิดเป็นร้อยละ 9.24 ตามลำดับ
ภาคใต้ ในส่วนของอุตสาหกรรมการผลิต ส่วนใหญ่จะเป็นต้นทุนด้านสินค้าสำเร็จรูปต้นงวด คิดเป็นร้อยละ 37.85 รองลงมาคือต้นทุนการผลิตของกิจการ คิดเป็นร้อยละ 30.41 ค่าใช้จ่ายในการบริหาร คิดเป็นร้อยละ 21.15 และค่าใช้จ่ายในการขาย คิดเป็นร้อยละ 10.59 ในส่วนธุรกิจการค้าและบริการ ส่วนใหญ่จะเป็นต้นทุนด้านการซื้อสินค้าเข้า คิดเป็นร้อยละ 46.53 รองลงมาเป็นค่าใช้จ่ายในด้านการบริหาร คิดเป็นร้อยละ 30.73 ค่าใช้จ่ายในการขาย คิดเป็นร้อยละ 12.31 และค่าใช้จ่ายในการบริการลูกค้า คิดเป็นร้อยละ 10.42
“จากการศึกษาครั้งนี้พบว่า ผู้ประกอบการ SMEs ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีต้นทุนการผลิตสูงมากเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจากกระบวนการผลิตที่ยังไม่ได้มาตรฐาน ใช้เทคโนโลยีการผลิตน้อย เกิดความสูญเสียระหว่างขั้นตอนการผลิตและการขนย้ายสูง ทำให้ต้องลดต้นทุนด้านอื่นโดยเฉพาะต้นทุนด้านการขายลง ผลที่ตามมาคือยอดขายลดลงเนื่องจากสินค้ายังไม่เป็นที่รู้จัก หรือผู้ประกอบการ SMEs ในภาคตะวันออก มีต้นทุนสินค้าสำเร็จรูปต้นงวดสูง ซึ่งข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ จะเป็นตัวสะท้อนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาทำการศึกษาถึงสาเหตุที่แท้จริง เพื่อนำไปสู่การป้องกันและแก้ไขต่อไป” ผอ.สสว. กล่าว
อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปสู่ผู้ประกอบการ SMEs ในทุกภูมิภาคของประเทศ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การกำหนดมาตรการ แนวทางการส่งเสริม สนับสนุน SMEs ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพ สสว. จึงได้จัดกิจกรรมการสัมมนาเตือนภัยเพื่อการรายงานสถานการณ์ SMEs ไทย ครั้งที่ 3/2552 : สัญจร ผ่านช่องทาง SMEs Corner และ Business Warning Center ซึ่ง สสว. ได้ร่วมกับสถาบันการศึกษาในทุกภูมิภาคจัดทำขึ้น เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลความรู้ โดยที่ผ่านมาได้จัดกิจกรรมดังกล่าวในภาคใต้ ภาคเหนือ และในเดือนพฤศจิกายน จะจัดที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งนี้จะมีการจัดสัมมนาครั้งใหญ่ที่ กรุงเทพมหานคร ในเดือนธันวาคม นี้
--------------------------------------------------
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ
ส่วนเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ สสว.
โทร. 0-2278-8800 ต่อ 310