กรอกคำค้นหา: เริ่มค้นหา
หน้าแรก
แนะนำกระทรวง
นโยบายและแผน
รายงานต่าง ๆ
ข่าว
คำสั่ง/ประกาศ
โครงการสำคัญ
ศูนย์ข้อมูลข่าวสารของกระทรวงอุตสาหกรรม
ติดต่อกระทรวง
หน้าแรก > ข่าวประชาสัมพันธ์ > FTA กับการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการ SMEs ปี 2553  

ข่าวประชาสัมพันธ์

FTA กับการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการ SMEs ปี 2553

 

FTA กับการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการ SMEs ปี 2553

 

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ที่ผ่านมานี้ ประเทางการค้าอันเนื่องจากข้อตกลง FTA ได้ส่งผลโดยตรงกับผู้ประกอบการ SMEs ไทย โดยในส่วนภูมิภาคอาเซียนนั้นจากการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area หรือ AFTA) ซึ่งประกาศยกเลิกภาษีศุลกากรสินค้าระหว่างกัน โดยจะมีผลบังคับใช้ในปี 2553 (2010) สำหรับสมาชิกเดิม 6 ประเทศ อันประกอบด้วย ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย บรูไน และผลบังคับใช้ในปี 2558 (2015) สำหรับสมาชิกใหม่อีก 4 ประเทศ อันประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม หรือ CLMV รวมถึงการยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barrier - NTB) โดยเร็ว  การปรับปรุงกฏว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าและใช้พิกัดอัตราศุลกากรที่สอดคล้องกัน นับเป็นการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญในอาเซียน โดยมูลค่าการส่งออกของ SME ไทยไปยังตลาดโลก 5 อันดับแรก มีสัดส่วนดังนี้ คือ อันดับ 1 ตลาด ASEAN ประมาณ 25% อันดับ 2 และ 3 ได้แก่ ตลาดญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา 10.7% อันดับ 4 ตลาดฮ่องกง 7.4% และอันดับ 5 สาธารณรัฐประชาชนจีน 6.7% โดยตลาดหลักของไทยอยู่ในกลุ่มประเทศอาเซียน และ + 3 ซึ่งหมายถึง จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น โดยในปี 2551 SMEsไทยมียอดส่งออกไปประเทศในกลุ่มอาเซียน 4 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของไทย และกลุ่ม CLMV อันประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนามมูลค่าถึง 1.2 แสนล้านบาท   

 

ในปัจจุบันประเทศไทยมีการทำ  FTA กับ 8 ประเทศ และ 2 กลุ่มเศรษฐกิจ คือ ASEAN และ BIMTEC หรือความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ อันเป็นกรอบความร่วมมือระหว่าง 7 ประเทศในภูมิภาคอ่าวเบงกอล ได้แก่ บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย พม่า เนปาล ศรีลังกา และไทย โดยประเทศสมาชิก BIMTEC จะต้องมีภูมิประเทศติดอ่าวเบงกอล หรือพึ่งพิงอ่าวเบงกอลเป็นหลัก แต่ที่คุ้นเคยและส่งผลต่อผู้ประกอบการ SMEs ไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคตที่จะมาถึงอันใกล้คือ FTA หรือ AFTA ซึ่งการดำเนินการต่างๆ ของ FTA ตามสถานะการเจรจาแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีผลบังคับใช้แล้วได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์  ญี่ปุ่น  จีน อินเดีย และที่สำคัญซึ่งส่งผลต่อไทยก็คือ อาเซียน-จีน กลุ่มที่ 2 จะเป็นกลุ่มที่ลงนามแล้วแต่ยังไม่มีผลบังคับใช้ ได้แก่ เปรู และ อาเซียน-ญี่ปุ่น กลุ่มที่ 3 จะเป็นกลุ่มที่สรุปผลแล้วโดยอยู่ระหว่างรอการลงนาม ได้แก่ อาเซียน-เกาหลี, อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์, อาเซียน-อินเดีย และกลุ่มที่ 4 ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่ระหว่างการเจรจา ได้แก่ อินเดีย (สินค้าที่เหลือ บริการและการลงทุน) เปรู (สินค้าที่เหลือ บริการและการลงทุน) BIMSTEC อาเซียน-จีน (การลงทุน-และการเปิดตลาดการค้าบริการชุดที่ 2) โดย FTA ที่มีการชะลอการเจรจา ได้แก่ สหรัฐอเมริกา และบาร์เรน

 

การเปิดเสรีสินค้าระหว่างไทยกับประเทศภาคีภายใต้ความตกลง FTA ย่อมช่วยให้สินค้าไทยสามารถเข้าสู่ตลาดของประเทศคู่เจรจาได้มากขึ้น อันเนื่องจากการที่ประชาคมอาเซียน (ASEAN Economic Community - AEC) มีเป้าหมายให้ ASEAN  เป็นตลาดฐานการผลิตร่วม, สร้างขีดความสามารถการแข่งขันของภูมิภาคอาเซียน, พัฒนาเศรษฐกิจอาเซียนอย่างยั่งยืน และ บูรณาการภูมิภาคอาเซียนเข้ากับเศรษฐกิจโลก  ซึ่งจะมีการเคลื่อนย้ายเสรีด้านต่างๆในอาเซียน ได้แก่ การค้า การลงทุน บริการ แรงงาน และเงินทุน จะเริ่มดำเนินการเต็มรูปแบบในปี 2558 (2015)  ซึ่งทำให้ SMEs ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้กับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จากการเคลื่อนย้ายเสรีด้านการค้า การลงทุน บริการ และแรงงาน ไปสู่ประเทศอื่นๆภายใต้ข้อตกลง FTA เช่นเดียวกัน โดยจากสิทธิประโยชน์ในด้านภาษีและการสะสมแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin : ROOs) ทำให้คาดว่าน่าจะทำให้สินค้าส่งออกของไทยไปประเทศคู่เจรจาต่างๆ ขยายตัวได้ดีขึ้น เช่น ข้าว อัญมณีและเครื่องประดับ ยานยนต์และชิ้นส่วน เป็นต้น แต่จากประเด็นดังกล่าว ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบซึ่งอาจจะมีทั้งผู้ได้รับประโยชน์ และผู้เสียประโยชน์หากปรับตัวไม่ทันหรือยังมีความพร้อมไม่เพียงพอ ซึ่ง SMEs ไทยจะได้รับประโยชน์ที่เด่นชัดคือ SMEs ที่เกี่ยวข้องกับการค้าชายแดนไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ในปี 2552 การค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีมูลค่า 7.9 แสนล้านบาท โดยมีมูลค่าการส่งออก 4.6 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ในอัตรา  8.18%  โดย เป็นการค้าระหว่างไทย-มาเลเซีย มีสัดส่วน 68% เป็นการค้าระหว่างไทย-พม่า 17% เป็นการค้าระหว่างไทย-ลาว  9.7% และ เป็นการค้าระหว่างไทย-กัมพูชา 5.5% ซึ่งผลของการเปิดเสรีการค้าในอาเซียนนี้คาดว่าจะทำให้การค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีการขยายตัวอีกมาก  

 

จากมูลค่าทางการค้าที่เกิดขึ้นอันเนื่องจาก FTA ข้างต้น การเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการ SMEs ไทยจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากในปี 2553 นี้จะเป็นปีที่ FTA มีบทบาทต่อการดำเนินการทางการค้าและการส่งออกของไทย จากข้อตกลงสำหรับกลุ่มสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ และข้อตกลงระหว่างอาเซียน-จีน โดยเฉพาะในอีก 5 ปีข้างหน้าที่จะมีผลบังคับใช้ครอบคลุมประเทศในกลุ่ม CLMV ซึ่งมีความได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์กว่า และแรงงานการผลิตที่มีต้นทุนต่ำกว่าประเทศไทยในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ด้วยตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียม SMEs ไทยในการบูรณาการเข้ากับ AEC และความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่จะเกิดขึ้น สสว.ได้จัดสรรงบประมาณปี 2552 ที่ผ่านมาจำนวน 287 ล้านบาท ในการดำเนินโครงการส่งเสริม SMEs เพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการบ่มเพาะ SMEs ไทย โดยบูรณาการตั้งแต่กระบวนการผลิตจนกระทั่งพา SMEs เข้าสู่ตลาด ASEAN อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยการดำเนินการ 4 โครงการ ประกอบด้วย

1.      การสร้างเครือข่าย SME ไทย ในสาขาที่ไทยสามารถเป็นศูนย์กลางการผลิตและซื้อขาย (Sourcing Hub) เช่น สินค้าหัตถกรรม และ life style Product และสร้างกลุ่มผู้ประกอบการ

2.      การคัดเลือกผู้ประกอบการทีมีความเข้มแข็งในเรื่องการสร้าง Brand แล้วออกสู่ตลาดต่างประเทศ ภายใต้โครงการ “ASEAN SMEs Flying Geese”

3.      การสร้าง SMEs Consortium ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพให้ออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเริ่มจากสาขาด้านการก่อสร้าง

4.      การทำ Niche Market Intelligence ในประเทศเพื่อนบ้าน และASEAN ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์สำหรับ SMEs ไทยในการออกสู่ตลาดต่างประเทศ

 

โดยข้อแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ไทย เพื่อให้ได้รับประโยชน์จาก FTA ไทย-อาเซียนและการบูรณาการ AEC มีรายละเอียด ดังนี้คือ

1.      ศึกษาและเสาะหาแหล่งวัตถุดิบและนำเข้าจาก ASEAN เพื่อความได้เปรียบในด้านต้นทุนวัตถุดิบ

2.      ขยายตลาดในอาเซียน โดยใช้ประโยชน์จากภาษีนำเข้า 0%

3.      ย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนต่ำกว่า หรือใช้แรงงานการผลิตจากแรงงานในอาเซียนที่มีต้นทุนต่ำกว่า

4.      ใช้ประโยชน์จาก Logistics ในภูมิภาคอาเซียนโดยเฉพาะเส้นทางใหม่ๆที่เชื่อมไปถึงจีน อินเดีย ญี่ปุ่น

นอกจากข้อแนะนำดังกล่าวแล้ว สสว.ได้สรุปแนวทางการใช้สิทธิประโยชน์และการปรับตัวของผู้ประกอบการไทยกับ FTAs ดังนี้

1.      ผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนโดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ในการสร้างเครือข่ายการผลิตที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นน้ำในกระบวนการผลิต จนถึงภาคการส่งออกเพื่อให้สินค้ามีต้นทุนการผลิตต่ำลง มีโอกาสได้รับแหล่งกำเนิดสินค้าจากประเทศไทยได้มากขึ้น และสามารถผ่านเกณฑ์การตรวจสอบแบบย้อนกลับในตลาดต่างประเทศได้

2.      ผู้ผลิตควรจะพัฒนาและแปรรูปสินค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น โดยเน้นการสร้างตราสินค้าให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในด้านคุณภาพและการออกแบบ เพื่อสร้างความแตกต่างของสินค้า

3.      ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าที่รักษาสิ่งแวดล้อม รวมถึงการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคม เพราะประเด็นเหล่านี้จะถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขในการนำเข้าสินค้าของประเทศคู่เจรจามากขึ้นในอนาคต

 

จากรายละเอียดที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าพิจารณาการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการ SMEs โดยแยกตามภาคธุรกิจอันประกอบด้วย ภาคการเกษตร ภาคการผลิต ภาคบริการ และภาคการค้า ผู้ประกอบการ SMEs ไทยในแต่ละภาคธุรกิจ เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจน จะมีรายละเอียดดังนี้ คือ

 

ภาคการเกษตร ผู้ประกอบการ SMEs ภาคการเกษตรควรพัฒนาสายพันธุ์หรือผลผลิตด้านการเกษตรที่มีคุณสมบัติ มาตรฐาน และคุณภาพ ที่สูงขึ้นกว่าการเพาะปลูกแบบดั้งเดิม โดยอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานสนับสนุนด้านการเกษตร หรือด้านเทคโนโลยีการเกษตร เนื่องจากสินค้าเกษตรในปัจจุบันจะมีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมการแปรรูปสินค้าเกษตร หรืออุตสาหกรรมอาหารแปรรูป ที่มีการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศมากกว่าการที่จะใช้บริโภคเองในประเทศ และจากในปัจจุบันที่กฎระเบียบด้านความปลอดภัยด้านอาหาร หรือความใส่ใจของผู้บริโภคต่อมาตรฐานและคุณภาพสินค้า เป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า มากกว่าการพิจารณาด้านราคาเป็นหลักเหมือนในอดีต รวมถึงกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อดูมาตรฐานคุณภาพของวัตถุดิบ ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการแข่งขันทางการค้า นอกจากนี้การพัฒนาในเรื่องดังกล่าวนี้ จะเป็นสิ่งที่ช่วยขจัดอุปสรรคด้านปริมาณทรัพยากรการเกษตร เช่น พื้นที่เพาะปลูก ที่ประเทศไทยเริ่มเสียเปรียบหลายๆประเทศที่อยู่ในข้อตกลง FTA โดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม CLMV หรือประเทศจีน

ภาคการผลิต ผู้ประกอบการ SMEs ภาคการผลิต ควรอาศัยสิทธิประโยชน์ด้านภาษี ในการแสวงหาวัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำกว่าในกลุ่มประเทศประเทศข้อตกลง โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีหรือกระบวนการจัดการสมัยใหม่ เพื่อพัฒนาสินค้าให้ไปสู่ความเป็นนวัตกรรม หรือก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในตัวสินค้ามากขึ้น และทำการพัฒนาและแปรรูปสินค้าให้มีความหลากหลาย โดยเน้นการสร้างตราสินค้าให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในด้านคุณภาพและการออกแบบ เพื่อสร้างความแตกต่างของสินค้าของประเทศไทยให้แตกต่างจากสินค้าที่มีต้นทุนต่ำกว่าจากต่างประเทศ เนื่องเพราะสินค้าจากผู้ผลิตที่ไม่มีความแตกต่าง หรือไม่มีมูลค่าเพิ่มในตัวสินค้า จะประสบปัญหาในด้านการแข่งขันจากการเปิดตลาดเสรีที่จะทำให้สินค้าที่มีคุณภาพหรือคุณลักษณะใกล้เคียงกันเข้ามาแข่งขัน ในราคาที่ต่ำกว่าอันเนื่องมาจากสินค้าเหล่านี้มีต้นทุนการผลิตทั้งด้านวัตถุดิบและค่าแรงงานการผลิตที่ต่ำกว่าในประเทศไทยมาก ซึ่งจะเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนในปี 2553 หรือก่อนหน้านี้ เช่น สินค้าจากประเทศจีน และจะทวีความรุนแรงในการแข่งขันขึ้นเรื่อยๆไปจนถึงปี 2558 ซึ่งเขตการค้าเสรีมีผลบังคับใช้ทั้ง 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียน

ภาคบริการ ผู้ประกอบการ SMEs ภาคบริการ โดยเฉพาะภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับด้าน Logistics เนื่องจากการขยายตัวด้านการค้า จะส่งผลให้ความต้องการบริการด้าน Logistics ทั้งในกระบวนการในการผลิต การขนส่ง การกระจายสินค้า การนำเข้าหรือส่งออก จะมีความต้องการด้านบริการ Logistics อย่างสูงทั้งจากผู้ประกอบการในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งแม้ว่าต้นทุนน้ำมันหรือค่าขนส่งจะเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ถ้าผู้ประกอบการมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมก็จะยังคงความสามารถทางการแข่งขัน โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการในกลุ่มประเทศในกรอบ FTA เพื่อเชื่อมโยงบริการร่วมกัน ก็จะเป็นประโยชน์ในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากบริการด้าน Logistics ธุรกิจบริการที่จะเกิดการขยายตัวตามสภาวะการขยายตัวด้านการค้าและเศรษฐกิจ จะเป็นบริการที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง เนื่องจากความจำเป็นของการลงทุนก่อสร้างโรงงานการผลิต คลังสินค้า หรือศูนย์กระจายสินค้า ทั้งในประเทศไทยเองหรือภายในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งคุณภาพและทักษะของบริษัทไทยและแรงงานไทยเป็นที่ยอมรับในความสามารถและมาตรฐาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการบริการที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างควรปรับตัวล่วงหน้าเพื่อรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นจาก FTA นี้

ภาคการค้า ผู้ประกอบการ SMEs ภาคการค้า จะต้องเตรียมความพร้อมและปรับตัวให้รวดเร็วกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต เนื่องจากการแข่งขันจะเป็นการแข่งขันในการหาสินค้าที่มีต้นทุนต่ำที่สุดด้วยเวลาที่เร็วที่สุด รวมถึงต้นทุนการจัดหาที่น้อยที่สุดด้วย ซึ่งแม้ว่าการสรรหาสินค้าต้นทุนต่ำจะเป็นพื้นฐานของธุรกิจการค้า แต่ทว่าจากการที่กำแพงภาษีต่างๆหายไป จะส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยของสินค้าต่ำลงอย่างมากมาย โดยเฉพาะสินค้าที่เคยเป็นสินค้าที่มีการควบคุมหรือมีราคาสูงหรือหาได้ยาก ซึ่งจะมีราคาลดลง รวมถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ หรืออินเตอร์เน็ต ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการที่มีความพร้อมในด้านดังกล่าว สามารถเชื่อมโยงแหล่งวัตถุดิบ Supplier ผู้ผลิต และลูกค้า ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นรูปแบบการค้าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จากรูปแบบการซื้อมาขายไปสู่การเป็นผู้จัดหาหรือเป็นผู้ประสานงานแทน ซึ่งจะเป็นสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากผลของ FTA ตั้งแต่ปี 2553 นี้เป็นต้นไป

 

จากความสำคัญของ FTAs กับการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการ SMEs ในปี 2553 นี้ และการดำเนินการโครงการต่างๆที่ผ่านมาก่อนหน้า สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมห ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดบทบาทและภารกิจในการสนับสนุนและส่งเสริม SMEs หวังว่าผู้ประกอบการ SMEs ไทยจะได้มีการปรับตัวและเตรียมความพร้อมอย่างเหมาะสม เพื่อรองรับต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และจะได้ดำเนินมาตราการและโครงการต่างๆเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ SMEs ไทย ให้สามารถแข่งขันและได้ประโยชน์จากสิ่งต่างๆที่จะเกิดขึ้นจากข้อตกลง FTA ทั้งในปัจจุบันและอนาคตให้มากที่สุด เพื่อสร้างความสามารถทางการแข่งขันอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

 

///////////////////////////////////////

 

 
 


 
 

กระทรวงอุตสาหกรรม
ถ.พระรามที่ 6 เขตราชเทวี
กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 0-2202-3000
โทรสาร: 0-2202-3048
E-mail: pr@industry.go.th

© 2007 Ministry of Industry Thailand. All rights reserved. Disclaimer | อินทราเน็ต สปอ. | Site Map| E-Mail| OCSC