05 เมษายน 2560 15:10

นายกฯ ประชุมคณะกรรรมการ EEC นัดแรก พร้อมเป็นประธานสักขีพยานลงนาม MOU 3 ฉบับ  “อุตตม” ย้ำนักลงทุนแห่สนใจลงทุนใน EEC ปี 60 สตาร์ทหลายโครงการ กนอ.เผยลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 3 โปรเจค 2.6 หมื่นล้านรองรับ EEC

image

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ครั้งที่ 12/2560 โดยมีรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม โดยก่อนการประชุมนายกรัฐมนตรีและคณะ ได้เยี่ยมชมพื้นที่โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกภายในสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ใช้เป็นทางวิ่งหมายเลข 2 ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน ศูนย์ขนส่งสินค้าทางอากาศและโลจิสติกส์ และศูนย์ฝึกอบรมด้านการบินและอวกาศ และประชุมร่วมกับผู้นำนักธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ จากนั้นเป็นประธานสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ ระหว่างกองทัพเรือ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และสถาบันการบินพลเรือน รวมทั้งสิ้น 3 ฉบับ โดยสาระสำคัญของความตกลงทั้ง 3 ฉบับ ประกอบด้วย 1) บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน ระยะที่ 1 ระหว่างกองทัพเรือ และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ๒.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาศูนย์ขนส่งสินค้าทางอากาศและโลจิสติกส์ ระยะที่ 1 ระหว่างกองทัพเรือ และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)  และ ๓.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินและอวกาศ ระหว่างกองทัพเรือและสถาบันการบินพลเรือน  โดยขอบเขตของความร่วมมือยังครอบคลุมถึงการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านการบินและโลจิสติกส์ของไทย การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง และเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมการบิน รวมทั้งการประสานความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่มีศักยภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกด้วย 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า รัฐบาลได้ดำเนินการพัฒนาพื้นที่ระบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกอย่างเต็มที่ โดยเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์อย่างสูงปับประเทศและประชาชนในพื้นที่ โดยที่ผู้นำธุรกิจเห็นด้วยที่จะช่วยเผยแพร่ความตั้งใจของรัฐบาลให้กับนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะการให้สิทธิประโยชน์ระดับสูงเทียบกับประเทศในภูมิภาค

ด้านนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการผลักดันโครงการใน EEC โดยเฉพาะโครงการหลักๆ ในปี 2560 ที่จะเริ่มเดินหน้าอย่างจริงจัง มีการทำ PPP การดำเนินการทางศุลกากรในเรื่องของ Free Tread Zone หรือการเชิญชวนให้นักลงทุน ผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งในวันนี้ (๕ เมษายน 25๖๐) ทางผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น BMW ก็ได้ให้ความมั่นใจว่าจะเข้าไปร่วมลงทุนใน EEC แน่นอน เช่นเดียวกับทาง Toyota ที่ยืนยันว่าจะเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ และใช้ฐานการผลิตใน EEC ขณะเดียวกันในส่วนของอุตสาหกรรม E-Commerce Digital โดยเฉพาะอาลีบาบา/Lazada ที่ยืนยันว่าจะมาร่วมลงทุนใน E- Commerce Park อย่างแน่นอน รวมทั้ง Google และ Microsoft นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยางพาราที่ทางบริษัท บริดจสโตน กำลังจะเริ่มผลิตยางล้อเครื่องบิน ซึ่งก็สอดรับกับอุตสาหกรรมอากาศยานที่จะเกิดขึ้นใน EEC ด้วย

“แต่ทั้งหมดที่ได้ชี้แจงนั้น ก็ต้องเริ่มจากการพัฒนาบุคลากรของประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องของการปฏิรูปการศึกษา ทรัพยากรที่เพียงพอ งานวิจัยต่างๆ ซึ่งเราได้เชิญให้สถาบันการศึกษาในต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมด้วย” นายอุตตม กล่าว 

ด้าน ดร.คณิต แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กล่าวเสริมว่า  ในปี 2560 สิ่งที่จะเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนก็คือ 1. การประกาศนโยบายเมืองการบินภาคตะวันออก (Eastern Airport City ) ณ สนามบินอู่ตะเภา เพื่อรองรับประชากร 60 ล้านคนในอนาคต รวมทั้งการก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 และระบบสาธารณูปโภค 2. การลงทุนรถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกโดยได้วางแผนให้รถไฟความเร็วสูงภาคตะวันออกเชื่อมต่อได้ทั้ง 3 สนามบิน คือ สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และสนามบินอู่ตะเภา เพื่อให้เป็นส่วนขยายของกรุงเทพฯ 3.เป็นประตูตะวันออกสู่เอเชีย โดยทั้ง3 ท่าเรือ (แหลมฉบัง มาบตาพุด สัตหีบ) เป็นส่วนหนึ่งของEastern Sea Gateway) 4. เป็นผู้นำอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยมีบริษัทชั้นนำลงทุนในพื้นที่ และ5.การพัฒนา3เมืองใหม่ประกอบด้วย ฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยองให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาและเป็นมหานครแห่งอนาคต

เช่นเดียวกับนายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการลงทุนในพื้นที่พัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ในส่วนของโครงการที่ กนอ.ดูแล ว่า ขณะนี้ กนอ.ตั้งงบประมาณลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอีอีซีรวม 26,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการพัฒนาท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 ที่อยู่ระหว่างจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ส่งให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) พิจารณาแล้ว คาดจะแล้วเสร็จภายใน 3-6 เดือนนับจากนี้  2. โครงการจัดตั้งเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิตอลในอีอีซี (Digital Park Thailand : อีอีซีดี) บนพื้นที่ 700 ไร่ งบลงทุน 1,000 ล้านบาท รองรับอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ปิโตรเคมี ศูนย์ซ่อมอากาศยาน แอร์บัส คาดการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในปี 2564 และ 3. การเตรียมพื้นที่ใหม่รองรับนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซีจำนวน 10,000 ไร่ วงเงิน 15,000 ล้านบาท

 

ที่มา: สำนักบริหารกลาง...

อ่าน 6385 ครั้ง ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2560 10:14
ล๊อคอินเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น