08 พฤษภาคม 2560 13:00

กระทรวงอุตฯ จับมือพาณิชย์ เดินเกมส์รุก ตั้งเป้าเป็นหน่วยกลางประสานงาน ฮ่องกง-ไทย เร่งส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือและดึงดูดการลงทุน พร้อมเชื่อมโยงธุรกิจ Business Matching เล็งขยายผลต่อให้ถึง SMEs ไทย

image

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากการเดินทางไปชักจูงการลงทุนที่ฮ่องกงดังกล่าว ทำให้สภาพัฒนาการค้าฮ่องกงมีมติเห็นชอบในการนำคณะผู้บริหารภาคเอกชนและนักลงทุนจากฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อหารือด้านการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจภายใต้ยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางระหว่างกัน โดยได้มีการจัดสัมมนาการลงทุนไทย – ฮ่องกง - เซี่ยงไฮ้ ในวันนี้ (8 พฤษภาคม 2560) ณ ห้องคริสตัลฮอลล์ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ  โดยมี นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  นายชาญวุฒิ โสภณพาณิช ประธานสภาธุรกิจฮ่องกง-ไทย นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม สภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (HKTDC) สำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน พร้อมด้วยนักธุรกิจทั้งจากฝั่งไทยและฮ่องกงเข้าร่วมรับฟังข้อเสนอแนะและนโยบายกว่า 300 ราย

ดร.สมคิด  กล่าวว่า รัฐบาลได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของฮ่องกงในฐานะที่เป็นฮับหรือศูนย์กลางในการผนึกเศรษฐกิจระหว่างจีน - อาเซียน และยังถือเป็นประตูการค้า การลงทุนที่สำคัญ ที่สามารถเชื่อมต่อไปยังมณฑลและบริเวณเขตเศรษฐกิจต่างๆ ของประเทศจีนโดยรอบ โอกาสดังกล่าวถือว่ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยพัฒนาและยกระดับเศรษฐกิจของประเทศไทยให้มีการขยายตัวและเพิ่มมูลค่าให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ ดังนั้น หลังจากนี้หน่วยงานต่างๆ ของไทย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งผลักดันนโยบายการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมเกิดการขยายความร่วมมือกับเขตบริหารพิเศษดังกล่าวในบริบทและรูปแบบที่กว้างและหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยในส่วนของรัฐบาลได้เร่งสร้างความต่อเนื่องในการแลกเปลี่ยนความช่วยเหลือ ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทย – ฮ่องกง ให้เป็นรูปธรรม พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเพื่อช่วยให้เกิดการร่วมมือในระดับต่างๆ ที่สูงขึ้นได้ต่อไป

ดร.สมคิด กล่าวเพิ่มเติมว่า บทบาทของฮ่องกงนั้นถือเป็นเสมือนจิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้การริเริ่มนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (One Belt One Road) หรือโครงการเส้นทางสายไหมเก่า ของประเทศจีนประสบความสำเร็จได้

ซึ่งในอนาคตต่อไปเส้นทางดังกล่าวกำลังจะขยายการเชื่อมโยงสู่ทางทะเล สามารถส่งผลต่อการส่งเสริมความร่วมมือด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านการลงทุนระหว่างจีนกับประเทศในแถบภูมิภาคมหาสมุทร ไม่ว่าจะเป็นภูมิภาคอาเซียน โอเชียเนีย แอฟริกาเหนือ แปซิฟิก รวมถึงมหาสมุทรอินเดีย ทั้งยังมีแนวโน้มที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงถึงยุทธศาสตร์ด้านการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจีน ฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้ที่จะให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากยิ่งขึ้นต่อไป 

ด้านนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้ผลักดันให้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่าง สสว. กับ HKTDC เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดย HKTDC ถือเป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมเชื่อมโยงการค้าการลงทุนของฮ่องกง มีการจัดงานนิทรรศการในระดับสากลกว่า 30 งานต่อปี มีการจัดการเชื่อมโยงธุรกิจ Business Matching การสร้างช่องทางการขายผ่าน Online Marketplace รวมถึงการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs ไทยให้เข้าสู่ตลาดสากลด้วย ดังนั้นในโอกาสที่ HKTDC เดินทางมาเยือนประเทศไทยในครั้งนี้  จึงเป็นการขยายผลต่อเนื่องในด้านการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจภายใต้ยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง  โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้มุ่งเน้นผลักดันให้ HKTDC และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เล็งเห็นการใช้ประโยชน์จากนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และการร่วมทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจระเบียงตะวันออก (EEC) ของไทย ทั้งในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อาทิ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมยานยนต์และรถยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเพื่อการก่อสร้าง ธุรกิจโทรคมนาคม ซึ่งในอนาคตพื้นที่ดังกล่าวจะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่พร้อมไปด้วยสาธารณูปโภค ระบบคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  การอำนวยความสะดวกในรูปแบบ One Stop Service เพื่อสนับสนุนการประกอบธุรกิจให้มีความรวดเร็วและทันสมัยที่สุดในอาเซียน โดยพื้นที่ EEC ยังจะถูกพัฒนาให้เป็นมหานครแห่งอนาคตที่จะเป็นทั้งศูนย์กลางแห่งการจัดตั้งวิสาหกิจ การค้า การลงทุน การขนส่งของภูมิภาค และแหล่งท่องเที่ยว  ตลอดจนยังจะเป็นประตูสู่เอเชียและเชื่อมโยงกับนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีนได้เป็นอย่างดี ซึ่งเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าจะทำให้ผู้ประกอบการและผู้ดำเนินธุรกิจของไทย จีน ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ หรืออื่นๆ ได้มีการเชื่อมโยงระหว่างกัน พร้อมก้าวสู่เวทีการค้าระดับสากลได้มากขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กระทรวงอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 0-2202 4435

ที่มา: สำนักบริหารกลาง...

อ่าน 6889 ครั้ง ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2560 10:14
ล๊อคอินเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น