24 พฤษภาคม 2560 13:01

กระทรวงอุตสาหกรรม เร่งขับเคลื่อนไทยสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ขานรับโครงการร่วมมือนิคมอุตสาหกรรมไทย-จีน (ฉงจั่ว) เดินหน้าพัฒนาการค้าการลงทุนใน 4 นิคมอุตสาหกรรม หวังดันผู้ประกอบการไทยเติบโตสู่ระดับอาเซียน

image

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2560 นางสาวนิสากร จึงเจริญธรรม รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในการเปิดงานสัมมนา “เจาะลึกโอกาสการลงทุน เมืองฉงจั่ว ประตูสู่อาเซียน ภายใต้ยุทธศาสตร์ One Belt One Road และปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “เส้นทางสายไหมจีนกับอนาคตอุตสาหกรรมไทย” และร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างนิคมอุตสาหกรรมฉงจั่ว (จีน-ไทย) นิคมอุตสาหกรรมระยอง (จีน-ไทย) บริษัท สยามอีสเทิร์น อินดัสเตรียล พาร์ค จำกัด และเขตเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดมุกดาหาร โดยมีนายพรชัย ตระกูลวรานนท์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ คุณจาง เพ่ยตง อุปทูตฝ่ายพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย คุณจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี ประธานหอการค้าไทย-จีนและนายกสมาคมค้าทองคำ และคุณหลาว หนิงจวิน รองนายกเทศมนตรีเมืองฉงจั่วมณฑลกวางสี สาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมเปิดงานและเป็นสักขีพยานในลงนาม MOU ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ

รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ความร่วมมือในการทำข้อตกลงกับนิคมอุตสาหกรรมไทย-จีน (ฉงจั่ว) ร่วมกัน 4 นิคมอุตสาหกรรมในครั้งนี้ได้จัดตั้งขึ้นในรูปแบบการพัฒนาร่วมกันที่มีชื่อว่า “2 ประเทศ 4 นิคมอุตสาหกรรม” ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการพัฒนาประเทศ รวมถึงเป็นอีกบทบาทสำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่จะช่วยผลักดันให้เกิดการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวสู่แผนยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในยุคอุตสาหกรรม Thailand 4.0 ได้อย่างเข้มแข็งและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น จึงถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ประกอบการ นักลงทุนของไทยที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเปิดโอกาสที่จะเติบโตและก้าวสู่ระดับอาเซียน

รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่บนเส้นทางสายไหมแห่งใหม่โดยตรง แต่โครงการดังกล่าวได้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ของรัฐบาล โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้ให้ความสนใจ และเห็นว่านโยบาย One Belt One Road จะเป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมในการเชื่อมโยงภายในภูมิภาค ทั้งทางบก ทางอากาศ และทางทะเล เพื่อให้ไทยเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาคเอเซียน อีกทั้งมีนโยบาย Thailand 4.0 ในการร่วมทุนพัฒนาเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของไทย ทั้งด้านการพัฒนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อาทิ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมยานยนต์และรถยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเพื่อการก่อสร้าง ธุรกิจโทรคมนาคม ซึ่งในอนาคตพื้นที่ดังกล่าวจะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่พร้อมไปด้วยสาธารณูปโภค ระบบคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การอำนวยความสะดวกในรูปแบบ One Stop Service เพื่อสนับสนุนการประกอบธุรกิจให้มีความรวดเร็วและทันสมัยที่สุดในอาเซียน โดยพื้นที่ EEC ยังถูกพัฒนาให้เป็นมหานครแห่งอนาคต ที่จะเป็นทั้งศูนย์กลางแห่งการจัดตั้งวิสาหกิจการค้าการลงทุน การขนส่งของภูมิภาค และแหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนยังเป็นประตูสู่เอเซียในการเชื่อมโยงกับนโยบาย One Belt One Road ของจีนได้เป็นอย่างดี ซึ่งเชื่อมั่นได้ว่าจะทำให้ผู้ประกอบการของไทยและจีนมีการเชื่อมโยงระหว่างกัน และก้าวไปสู่เวทีการค้าระดับสากลได้มากขึ้น

 

 

 

ที่มา: สำนักบริหารกลาง...

อ่าน 7198 ครั้ง ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2560 10:14
ล๊อคอินเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น