24 พฤษภาคม 2560 13:05

เลขาธิการ EEC เผยกระบวนการทำงานแบบ fast track เน้นโครงการสำคัญและเร่งด่วนก่อนเป็นลำดับแรก

image

วันนี้ (24 พฤษภาคม 2560) นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ชี้แจงว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบที่ 2/2560 เรื่อง การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560  ในขณะเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.... เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2560 และล่าสุดเพื่อให้การทำงานเป็นไปได้โดยเร็วและมีประสิทธิภาพ สนช. จึงได้อนุมัติเพิ่มเติมคำสั่ง คสช. ที่ 2/2560 จำนวน 3 เรื่อง ดังนี้

 

1) เพิ่มเติมการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมแบบเร่งรัด (fast track) ซึ่งกระบวนการที่ใช้อยู่ในปัจจุบันออกแบบไว้ใช้กับโครงการทั่วไป จึงเห็นควรมีกระบวนการเร่งรัดสำหรับโครงการใน EEC โดยกำหนดให้มี "กระบวนการทำงานแบบเร่งรัด (fast track)" เฉพาะโครงการสำคัญและเร่งด่วนในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้ 1.1 ขอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แต่งตั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญการเพื่อพิจารณารายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ หรือกิจการสำคัญและเร่งด่วนของระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเป็นการเฉพาะ 1.2 ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษเพิ่มเติมจากสำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.) หรือผู้ขออนุญาต เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายพิเศษแก่คณะกรรมการผู้ชำนาญการ 1.3) ขอใช้เวลาดำเนินการทั้งหมดรวมแล้วไม่เกิน 1 ปี 1.4) ในกรณีที่ไม่มีผู้ชำนาญการ หรือมีน้อยกว่า 3 ราย ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีหน้าที่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทยที่มีประสบการณ์ทำนองเดียวกันกับกิจการนั้น เป็นผู้ชำนาญการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้ 

 

2) เพิ่มเติมกระบวนการพิจารณาการร่วมทุนกับเอกชน หรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน กระบวนการร่วมทุนกับเอกชนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันใช้เวลานาน เพราะใช้กับโครงการทั่วไปซึ่งแตกต่างจากโครงการสำคัญในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกที่เป็นประโยชน์สูงกับประเทศอยู่แล้ว เช่น โครงการเมืองการบินภาคตะวันออก รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือสัตหีบ และท่าเรือมาบตาพุด เป็นต้น ด้วยเหตุดังกล่าวจึงกำหนดให้มี "กระบวนการทำงานการร่วมทุนกับเอกชน หรือให้เอกชนลงทุนในเขตส่งเสริมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก" โดยใช้เฉพาะกับโครงการเร่งด่วนสำคัญใน EEC ที่คณะกรรมการนโยบายอนุมัติ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วขึ้น โดยรักษาเจตนารมย์ตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนกับเอกชน ซึ่งการดำเนินการในเรื่องนี้ได้ปรึกษากับกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีระบบธรรมาภิบาลที่ดีและมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น 

 

3) เพิ่มเติมให้หน่วยซ่อมอากาศยานมีคุณสมบัติที่เหมาะสมตามลักษณะการลงทุน กิจการที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมเครื่องบิน อะไหล่ และชิ้นส่วน อากาศยาน ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่มีเทคโนโลยีสูงและมีสิทธิบัตรสำหรับผลิตภัณฑ์ ดังนั้นเพื่อให้เกิดการลงทุนเป็นไปตามเป้าหมาย กิจการบางอย่างจึงให้คนไทยถือหุ้นน้อยกว่ากึ่งหนึ่งตามความเหมาะสม ด้วยเหตุดังกล่าวการจัดการให้มีคลัสเตอร์การลงทุนการซ่อม อะไหล่ และชิ้นส่วนอากาศยาน จึงจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงลักษณะของผู้รับใบรับรองหน่วยซ่อมในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกให้มีความคล่องตัวและสอดคล้องกับลักษณะธุรกิจการลงทุนเป็นสำคัญ

 

ที่มา: สำนักบริหารกลาง...

อ่าน 7466 ครั้ง ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2560 10:14
ล๊อคอินเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น