11 สิงหาคม 2560 17:19

กระทรวงอุตฯ แถลงมาตรการดันเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนเต็มสูบผนึกกำลังสถาบันการเงิน คิกออฟแพ็กเกจเงินกู้ ดีเดย์ใช้ 11 ส.ค. นี้

image

 • กระทรวงอุตฯเ ผยเอสเอ็มอีแห่ขอสินเชื่อกองทุนประชารัฐแล้ว 18,777 ราย อนุมัติแล้ว 3,413 ราย

กรุงเทพฯ 10 กรกฎาคม 2560 – กระทรวงอุตสาหกรรม รับมอบนโยบายเร่งด่วนจากภาครัฐ จับมือหน่วยงานเศรษฐกิจพร้อมด้วยสถาบันการเงิน อาทิ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ธนาคารรัฐและเอกชน เร่งให้การสนับสนุนและช่วยเหลือ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและจำนวนที่มากขึ้น โดยล่าสุดได้เปิดมาตรการใหม่ ได้แก่ การค้ำประกันสินเชื่อของ บสย.ในวงเงินค้ำประกัน 81,000 ล้านบาท ที่จะรับผิดชอบภาระให้ผู้ประกอบการสูงสุดถึง 30% และพร้อมเปิดอนุมัติให้ความช่วยเหลือในวันที่ 11 สิงหาคม 2560 โดยเชื่อว่าจะผลักดันให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้ประมาณ 27,000 ราย ช่วยให้เกิดการจ้างงาน 108,800 ราย และสร้างเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อีกกว่า 371,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้ยังได้เปิดตัวสินเชื่อเพื่ออุตสาหกรรม ธุรกิจ และแฟรนไชส์ที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว ในวงเงิน 7,500 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งระบบ และสนับสนุนนโยบาย Local Economy ของรัฐบาลให้ก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจ 4.0 ได้ต่อไป

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ยังได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของกองทุนประชารัฐในวงเงิน 38,000 ล้านบาท ที่ขณะนี้มีผู้ประกอบการให้ความสนใจในการขออนุมัติวงเงินกว่า 16,000 ราย ได้รับการอนุมัติแล้วทั้งสิ้นกว่า 3,400 ราย พร้อมด้วยความคืบหน้าด้านมาตรการการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัยที่กระทรวงจะยังคงเร่งติดตามพร้อมออกมาตรการต่างๆ เป็นระยะๆ ต่อไป

ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามที่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรมด้วยประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับสถานกาณ์ทางเศรษฐกิจของไทยที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งผลจากวาระการประชุมในครั้งดังกล่าว รองนายกฯ     ได้มอบหมายให้กระทรวงฯ และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เร่งให้การช่วยเหลือพร้อมสนับสนุน SMEs ทุกภาคส่วนให้มีโอกาสเข้าถึงกองทุนและแหล่งทุนต่างๆ ได้รวดเร็วและจำนวนที่มากขึ้น โดยยังได้กำหนดแนวทางในการช่วยเหลือ SMEs ด้วยมาตรการที่เห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจนด้วยมาตรการด้านการเข้าถึงแหล่งทุน และการพัฒนา SMEs ให้มีองค์ความรู้ในเรื่องการบริหารจัดการทางการเงิน (Financial Literacy) ดังนั้น เพื่อเป็นการทำความเข้าใจและประชาสัมพันธ์ให้ทราบโดยทั่วกัน กระทรวงฯ จึงได้เชิญหน่วยงานต่างๆ อาทิ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Development Bank) และธนาคารพาณิชย์ต่างๆ มาร่วมให้ข้อมูลรายละเอียดในแต่ละมาตรการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

• มาตรการช่วยให้ SMEs เข้าถึงแหล่งทุน ซึ่งประกอบด้วย

1. การค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. โดยมีวงเงินค้ำประกัน 81,000 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มให้ความช่วยเหลือตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป โดยรัฐบาลจะรับภาระค่าธรรมเนียมการค้ำประกันแทนผู้ประกอบการ SMEs ในสี่ปีแรก ด้วยอัตราร้อยละ 1.75 ร้อยละ 1.25 ร้อยละ 0.75 และร้อยละ 0.25 ตามลำดับ และให้สถาบันการเงินร่วมชดเชยค่าธรรมเนียมการค้ำประกันในปีที่ 2 ถึง 4 ในส่วนที่เหลือ เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs ไม่มีภาระการจ่ายค่าธรรมเนียมใน 4 ปีแรก พร้อมทั้งเพิ่มความรับผิดชอบการจ่ายค่าประกันชดเชยจากเดิมที่สูงสุดไม่เกินร้อยละ 23.75 เป็นสูงสุดไม่เกินร้อยละ 30 ของภาระค้ำประกันเฉลี่ย ณ วันสิ้นอายุการค้ำประกัน และอนุมัติงบประมาณชดเชยเพิ่มเติมไม่เกิน 8,302.50 ล้านบาท โดยคาดว่าจะช่วยให้ SMEs ได้รับสินเชื่อเพิ่มประมาณ 27,000 ราย ก่อให้เกิดสินเชื่อในสถาบันการเงินประมาณ 136,000 ล้านบาท หรือ 1.68 เท่า เกิดการจ้างงานเพิ่มประมาณ 108,000 คน หรือ 4 คน/ราย พร้อมทั้งสร้างเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้อีก 371,000 ล้านบาท

2. สินเชื่อ SMEs ด้านอุตสาหกรรม ธุรกิจ และบริการที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยว เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและธุรกิจแฟรนไชส์ พร้อมทั้งยกระดับผู้ประกอบการในชุมชน ในการปรับปรุงการดำเนินงานและเสริมสภาพคล่องในการต่อยอดกิจการ ด้วยการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ในวงเงินสินเชื่อ 7,500 ล้านบาท สำหรับบุคคลธรรมดาวงเงินสินเชื่อสูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาท นิติบุคคลวงเงินสินเชื่อสูงสุดไม่เกิน 15 ล้านบาท ในระยะเวลากู้ยืมไม่เกิน 7 ปี สำหรับวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาทแรก ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน สามารถใช้ บสย.ช่วยค้ำประกันได้ ตลอดจนรองรับโครงการสินเชื่อ Factoring ที่ให้ความช่วยเหลือกลุ่มลูกหนี้ทางการค้าต่างๆ ทั้งนี้การพิจารณาสินเชื่อจะครอบคลุมการให้สินเชื่อทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ ที่จะสนับสนุนให้เกิดการส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งระบบ โดยถือเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนนโยบาย Local Economy ของรัฐบาลในจังหวัดต่างๆ ตลอดจนการยกระดับเป็นชุมชนและสินค้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 4.0 

3. ความคืบหน้ามาตรการทางการเงินภายใต้กองทุนประชารัฐ 38,000 ล้านบาท ที่รวมแล้วขณะนี้  มีผู้ประกอบการให้ความสนใจในการขออนุมัติวงเงินกว่า 18,777 ราย ได้รับการอนุมัติแล้วทั้งสิ้นกว่า 3,413 ราย ประกอบด้วย กองทุนพลิกฟื้นกิจการวิสาหกิจขนาดย่อม วงเงิน 1,000 ล้านบาท ที่ให้ SEs กู้ยืมไปใช้ในการพลิกฟื้นกิจการ รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท ได้รับการอนุมัติสินเชื่อแล้ว 329 ราย เป็นวงเงิน 284 ล้านบาท กองทุนฟื้นฟูกิจการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมวงเงิน 2,000 ล้านบาท โดย สสว. ที่ให้เงินอุดหนุนร่วมลงทุนแก่ SMEs รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท ได้รับการอนุมัติเงินอุดหนุนแล้ว 589 ราย เป็นวงเงิน 293.19 ล้านบาท  (ข้อมูล ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2560) ซึ่งทั้ง 2 กองทุนวงเงินรวม 3,000 ล้านบาท นี้ของ สสว. คาดว่าจะสามารถช่วยผู้ประกอบการ SMEs และรายย่อยได้อย่างน้อย 5,000 ราย ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างแท้จริง 

อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องการวงเงินสินเชื่อสูงขึ้น รัฐบาลยังมีโครงการและสินเชื่อจากกองทุนเพื่อสนับสนุนและเปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนอื่นๆได้แก่ สินเชื่อ SMEs Transformation Loan วงเงิน 15,000 ล้านบาท โดย SME Development Bank เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน ขยาย ปรับปรุงกิจการ อัตราดอกเบี้ย 3% ขณะนี้มี     ผู้ยื่นคำขอกู้รวมแล้ว 3,338 ราย เป็นวงเงิน 13,725.34 ล้านบาท ได้รับการอนุมัติสินเชื่อแล้ว 2,281 ราย เป็นวงเงิน 8,286 ล้านบาท กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ วงเงิน 20,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนเติมเต็มให้ SMEs ที่มีศักยภาพในสาขาอุตสาหกรรมตามยุทธศาสตร์ที่แต่ละจังหวัดเป็นผู้กำหนด โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2560 ได้มีผู้ยื่นคำขอกู้รวม 2,749 ราย เป็นวงเงิน 14,013 ล้านบาท ได้รับการอนุมัติสินเชื่อแล้ว 214 ราย เป็นวงเงิน 696.11 ล้านบาท ซึ่งจะเห็นได้ว่ามาตรการทางการเงินที่ภาครัฐสนับสนุนต่างๆ นั้น กระทรวงฯ และหน่วยงานได้พยายามดำเนินการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ทุกกลุ่มให้สามารถเข้าถึงบริการและแหล่งเงินทุนได้อย่างเต็มที่เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและครบวงจรอย่างมีนัยสำคัญ

ดร.อุตตม ยังกล่าวต่ออีกว่า นอกเหนือจากมาตรการทางการเงิน กระทรวงฯ พร้อมด้วยหน่วยงานต่าง ๆ ยังมีมาตรการการพัฒนา SMEs เพื่อลดปัญหาด้านการบริหารจัดการทางการเงิน โดยจากการหารือกับสมาคมธนาคารไทย ได้เสนอแนวทางในการยกระดับมาตรการในเรื่องการบริหารจัดการทางการเงินต่อ SMEs อาทิ การปรับนิยามของ SMEs แบ่งตามกลุ่มประเภทธุรกิจและยอดขาย พร้อมทั้งจัดกลุ่มตลาดเพื่อให้ความรู้ด้านการเงินที่เหมาะสม โดยยังมีการเสนอให้มีการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพิจารณาการภาพรวมการให้ความรู้และการสนับสนุนในการเพิ่มศักยภาพของ SMEs การจัดทำฐานข้อมูลและเก็บข้อมูลเพื่อการจัดการ การสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการ เพื่อการแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านการบริหารการเงินจากธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในรูปแบบพี่ช่วยน้อง เป็นต้น

นอกจากนี้ ดร.อุตตม ยังได้กล่าวถึงกรณีสถานการณ์เรื่องอุทกภัยที่กระทรวงฯ และหน่วยงานได้เข้าไปให้การช่วยเหลือ ซึ่งตามที่ได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในการขยายกรอบความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs และวิสาหกิจรายย่อยที่ประสบภัยน้ำท่วมทั่วประเทศ ให้สามารถได้รับการช่วยเหลือจากวงเงิน 5,000 ล้านบาท ที่แต่เดิมนำมาใช้สำหรับช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ประสบภัยน้ำท่วมในภาคใต้ ให้สามารถนำมาใช้ได้กับทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยวงเงินดังกล่าวนี้เป็นสินเชื่อของ SME Development Bank โดยผ่อนปรนระยะเวลาชำระหนี้และให้สินเชื่อ (สินเชื่ออุทกภัย) เพิ่มเติมในการฟื้นฟูกิจการรายละไม่เกิน 15 ล้านบาท ดอกเบี้ยต่ำ 3% ผ่อนชำระยาวถึง 7 ปี เพื่อให้ครอบคลุม SMEs    ที่ประสบอุทกภัยทั้งหมดของประเทศ ในคราวการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ สสว. ยังได้มีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ประสบภัยน้ำท่วม ด้วยการให้กู้ยืมเพื่อฟื้นฟูกิจการ สำหรับ Micro SMEs และวิสาหกิจชุมชน วงเงินรายละไม่เกิน 2 แสนบาท โดยไม่คิดดอกเบี้ยและไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ส่วนผู้ประกอบการขนาดย่อมสามารถยื่นขอกู้ได้รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยไม่เสียดอกเบี้ย เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนและปรับปรุงสถานประกอบการเพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว โดย สสว. จะจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จังหวัดสกลนคร เพื่อรับคำกู้ระหว่างวันที่ 15-19 สิงหาคม 2560 โดยจะพิจารณาให้อนุมัติสินเชื่อเป็นกรณีเร่งด่วน นอกจากนี้ มาตรการต่อไปเร็วๆ นี้ยังจะได้ประสานไปยังผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในพื้นที่จังหวัดที่ไม่ได้รับผลกระทบ (กลุ่มร้านค้า หรือธุรกิจโมเดิร์นเทรด) ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด และอุตสาหกรรมจังหวัดต่าง ๆ ให้นำสินค้า มอก. (โดยเฉพาะข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน) มาจำหน่ายในราคาพิเศษ 

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์สนับสนุนและช่วยเหลือเอสเอ็มอี กระทรวงอุตสาหกรรม Call Center 1358 หรือเข้าไปที่ www.moi.go.th

 

ที่มา: สำนักบริหารกลาง...

อ่าน 8801 ครั้ง ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2560 10:14
ล๊อคอินเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น