23 พฤษภาคม 2559 13:00

“เศรษฐกิจโลกปี 2050”

PricewaterhouseCoopers (PWC) ได้วิเคราะห์ข้อมูลประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับที่ 1-32 ประเทศของโลก (ร้อยละ 84 ของ Global GDP) เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับคาดการณ์แนวโน้มทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจโลก มีประเด็นดังนี้
                        ๐ เศรษฐกิจโลกจะเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 3 ต่อปี ในช่วง ปี ค.ศ. 2014 – 2050
                        ๐ เศรษฐกิจโลกจะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในปี ค.ศ. 2037
                        ๐ เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวเกือบ 3 เท่า ในปี ค.ศ. 2050
                        ๐ เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว หลังปี ค.ศ. 2020

            สาเหตุของการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก หลังปี ค.ศ. 2020
                        ๐ จีน และประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หลายประเทศ
(Emerging Economies) เริ่มมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ  และปรับตัวเข้าสู่อัตราการเติบโตในระยะยาวอย่างยั่งยืน (Sustainable Long-term Growth)
                        ๐ การขยายตัวของประชากรวัยทำงานในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่หลายประเทศมีอัตราชะลอตัว

            สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว คือ อเมริกาเหนือ ยุโรปตะวันตก และญี่ปุ่น จะยังคงมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปจนถึง ปี ค.ศ. 2050 ในขณะที่จีนซึ่งมีการขยายตัวด้านเศรษฐกิจก้าวทันสหรัฐฯ แล้วเมื่อปี ค.ศ. 2014 จะกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกในแง่ Purchasing Power Parity (PPP)  และสำหรับในแง่ Market Exchange Rate (MER) จีนจะสามารถก้าวทันสหรัฐในปี ค.ศ. 2028
            สำหรับประเทศที่มีศักยภาพอีกแห่ง คือ อินเดียเมื่อประเทศปฏิรูปโครงสร้างสำเร็จ ก็จะมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ภายในปี ค.ศ. 2050 ในแง่
PPP และอันดับ 3 ในแง่ MER ได้

         นอกจากนี้ PWC คาดหมายสถานการเศรษฐกิจโลกในปี ค.ศ. 2030 – 2550 ไว้ดังนี้
                        ๐ ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างเม็กซิโก และอินโดนีเซีย จะมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่กว่า
            อังกฤษ และฝรั่งเศส ทางด้าน
PPP
                        ๐ ตุรกีจะกลายเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่กว่าอิตาลี
                        ๐ ไนจีเรีย และเวียดนามจะเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุด

         ส่วนประเทศอื่นๆ เช่น โคลัมเบีย โปแลนด์ และมาเลเซีย จัดเป็นประทศที่มีศักยภาพในการมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างยั่งยืน (Sustainable Long-term Growth) ในทศวรรษที่กำลังจะมาถึงอีกด้วย

            สำหรับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ จำเป็นต้องมีการลงทุนอย่างยั่งยืน และมีประสิทธิภาพในโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาด้านการเมือง เศรษฐกิจ กฎหมาย และสังคม ซึ่งต้องการเทคโนโลยี ไอเดีย และบุคคลที่มีความสารถ (Talented People) เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

             สำหรับนักลงทุน ที่ต้องการนำผลวิเคราะห์ไปประยุต์ใช้ในการวางแผน Global Strategy มีข้อแนะนำดังนี้
             1. กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ 7 ประเทศ
(E7) ซึ่งประกอบด้วย จีน อินดีย บราซิล รัสเซีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก และตุรกี และตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ยากที่จะรักษาอัตราการเติบโตต่อเนื่องจากปี 2000 – 2012 ทำให้เกิดปัญหาการกระจุกตัวทางเศรษฐกิจและความขาดแคลนในภาพรวม
            ดังนั้น ผู้บริหารองค์กร หรือนักลงทุนต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงทางการเมือง กฎหมายต่างๆ และมีมาตรการในการป้องกัน หรือบรรเทาหากเกิดปัญหาขึ้น รวมทั้งจำเป็นต้องเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งจะมีพัฒนาการ ประสบการณ์ ความสามาถทางดิจิทัลมากขึ้น

            2. ตลาดเกิดใหม่ มีจุดแข็งและจุดอ่อนที่แตกต่างกัน แม้แต่ในประเทศเดียวกันเอง ก็อาจมีความแตกต่างระหว่างอุตสาหกรรมอย่างมาก การประเมินสถานการ์ด้วยวิธีหลากหลาย และอัพเดทความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับท้องถิ่นแบบ Real – time เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการบริหารธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในสภาพแวดล้อมของตลาดเกิดใหม่
            นอกจากนี้ การเลือกคู่ความร่วมมือท้องถิ่นอย่างถูกต้อง
(Right Local Partner) ที่จะช่วยองค์กรให้ผ่านเงื่อนไขทางการเมืองและกฎระเบียบต่างๆ รวมถึงการกำหนดและโปรโมทคนท้องถิ่นที่มีความสามารถ (Local Talent) ซึ่งเข้าใจธุรกิจ และวัฒนธรรมท้องถิ่นมากกว่าคนภายนอก จะเป็นการเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันขององค์กรอีกทาง
            3. สำหรับการพัฒนาตลาดเกิดใหม่ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ คือ การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในท้องถิ่น โดยเฉพาะความช่วยเหลือทางเทคนิค และการให้คำแนะนำแก่ราชการท้องถิ่นในด้านต่างๆ เช่น
                        ๐ การกำกับดูแลกิจการที่ดี
(Corporate Governance)
                        ๐ นโยบายทางการคลัง (Fiscal Policy)
                        ๐ ทรัพย์สินทางปัญญา
(Intellectual Property)
            รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการลงทุนทางด้านโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น โรงเรียน ถนน ทางรถไฟ พลังงาน และน้ำ โดยองค์กรควรมุ่งเน้นความช่วยเหลือไปยังปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้องค์กรสามารถประบความสำเร็จในระยะยาวในภูมิภาคนั้น
            4. ให้ความสำคัญกับผู้เล่นที่สำคัญมาตลอดหลายทศวรรษในระบบเศรษฐกิจโลก คือ ตลาดอเมริกาเหนือ และยุโรป เนื่องจากผลการวิเคราะห์ พบว่า ในอนาคต รายได้เฉลี่ยของประเทศกลุ่มนี้จะยังคงสูงกว่าประเทศที่มีผลการดำเนินการที่ดีที่สุดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่
            และแม้ว่าประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจช้าลง แต่เป็นประเทศที่สามารถลงทุนง่าย มีความเสี่ยงต่ำจากปัจจัยการเมือง และมีจุดแข็งทางระบบเศรษฐกิจและสังคม

 

 

 

 

แหล่งข้อมูล : โลกในปี 2050 จะยังมีการสานต่อการเปลี่ยนแปลงมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกหรือไม่,  In website, Retrieved December 232, 2015 from http://www.ftpi.or.th/2015/6515

อ่าน 2605 ครั้ง ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ 23 มิถุนายน 2559 11:35

1 ความคิดเห็น

ล๊อคอินเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น