03 พฤษภาคม 2560 09:44

เศรษฐกิจดิจิทัล นโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

เศรษฐกิจดิจิทัล นโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

 ‘ปรับกระบวนทัศน์เศรษฐกิจ ขยายฐานการผลิต เชื่อมโยงคลังข้อมูลออนไลน์เต็มรูปแบบ’

ปัจจุบันโลกเริ่มเข้าสู่ยุคระบบเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล (Digital Economy หรือ DE) ซึ่งหลอมรวมเทคโนโลยีดิจิทัลให้เข้ากับวิถีชีวิตของผู้คน โดยเป็นยุคสมัยที่สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์สื่อสารไอทีเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ เครือข่ายการสื่อสารถูกเชื่อมโยงและเข้าถึงได้ในทุกที่และตลอดเวลา ส่งผลให้ระบบโทรคมนาคมที่ถูกใช้ติดต่อสื่อสารกันผ่านเครือข่ายไร้สายความเร็วสูง (Wireless Broadband) เช่น 3G, 4G
ใช้งานได้ง่ายกว่า PC มาก ทำให้เกิดการใช้งานในวงกว้าง แม้กระทั่งในคนที่ไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ตมาก่อนก็สามารถใช้งานได้ จึงทำให้เปิดโอกาสลู่ทางธุรกิจใหม่ๆ มากมายในแทบทุกแขนง

เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล (Digital Economy หรือ DE) ถือได้ว่าเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศโดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตมวลรวมของประเทศ ส่งผลต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น อันเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างรูปแบบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่กระบวนการผลิต การค้า การบริการ การศึกษา สาธารณสุข  และกระบวนการทางสังคมอื่นๆ รวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

ระบบเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้การบริหารจัดการข้อมูลมีมาตรฐาน สร้างฐานข้อมูลที่มหาศาลให้สามารถเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน  เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการบริการเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า อาทิเช่น ใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ (e-Invoice) ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax invoice)  ระบบการขอรับหนังสือรับรอง (e-Certificate) จากหน่วยงานภาครัฐในรูปแบบไฟล์ที่นำไปใช้ทำธุรกรรมต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็นการรองรับการเติบโตของ e-Commerce สร้างโอกาสและรายได้ให้กับผู้ประกอบการในระดับสากล เพื่อร่วมผลักดันประเทศไทย ก้าวสู่ความเป็น Digital Economy เต็มรูปแบบ

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่จะตามมาก็คือ การวางระบบการบริหารจัดการข้อมูลมาตรฐาน การมีระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่น่าเชื่อถือ และมีระบบรองรับการยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะหากโครงสร้างดังกล่าวไม่รัดกุมและปลอดภัย ผลร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้คือ ภัยที่กระทบต่อความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมออนไลน์บนโลกไซเบอร์  ซึ่งภาระหลักจะตกอยู่กับหน่วยงานไอซีทีที่จำเป็นต้องวางมาตรการการตรวจสอบภัยคุกคามในทุกรูปแบบที่อาจเกิดขึ้น อย่างเท่าทันสถานการณ์ โดยอาศัยผู้ที่มีความชำนาญเฉพาะ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคมไซเบอร์ได้อย่างสบายใจ
          อย่างไรก็ตาม สังคมดิจิทัลทั่วโลกได้มีการตระหนักถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานด้าน Cybersecurity ทั่วโลก อีกทั้งมีการเร่งพัฒนาบุคลากรที่มีศักยภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแก้ไขปัญหาและระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และพร้อมที่จะร่วมป้องกันปัญหาภาวะภัยคุกคามออนไลน์ ซึ่งการรับมือกับภัยดังกล่าวที่ภาครัฐจำเป็นต้องร่วมวางกรอบและทิศทางที่ชัดเจนในระดับมหภาค คือการจัดทำ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในรูปแบบต่างๆ

 รัฐบาลได้มีนโยบายที่ชัดเจนในการเข้าสู่สังคมดิจิทัล ซึ่งกระทรวงดีอีได้มีการเสนอ ในเรื่องดังกล่าว โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มกฎหมายเพื่อวางรากฐาน Digital Economy เน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาบูรณาการการทำงานของหน่วยงานภาครัฐโดยสามารถทำงานร่วมกับภาคเอกชนได้ และกลุ่มกฎหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับการเข้าสู่สังคมดิจิทัล มุ่งวางกฎเกณฑ์ในการดูแลความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ และข้อมูลส่วนบุคคลต่างๆ

เนื่องจากการเติบโตดังกล่าวต้องอาศัยเศรษฐกิจข้อมูลดิจิทัล จึงควรมีนโยบายการบริหารของรัฐที่ชัดเจน  อาศัยการขับเคลื่อนทุกภาคส่วน มีความพร้อมในระบบสารสนเทศที่มีเสถียรภาพ  สร้างสรรค์โครงข่ายและรองรับการพัฒนาทั้งระบบ ตั้งแต่กฎหมาย  ระบบการศึกษา นโยบายรัฐ ฯลฯ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญยิ่งต่อทิศทางเศรษฐกิจของประเทศว่าสามารถปรับตัวแข่งขันกับภูมิภาคอาเซียนได้อย่างไรต่อไป

         

อ้างอิงที่มาข้อมูล

http://library2.parliament.go.th/ejournal/content_af/2558/mar2558-2.pdf

http://www.mict.go.th/view/1/Digital%20Economy

https://www.etda.or.th/digital-economy.html

อ่าน 146 ครั้ง ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ 03 พฤษภาคม 2560 09:44
ล๊อคอินเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น