ข่าวประชาสัมพันธ์กระทรวงอุตสาหกรรม

“ก.อุตฯ”ลุยถ่ายโอนภารกิจดูแลโรงงานตามนโยบายรัฐ ฟุ้งปี63เดินเครื่องถ่ายโอนโรงงานเข้าข่าย2.2พันแห่ง

12 ต.ค 2563

   “กระทรวงอุตสาหกรรม” เด้งรับนโยบายรัฐบาล เดินหน้าถ่ายโอนภารกิจดูแลโรงงานให้ท้องถิ่น      หวังกระจายอำนาจการควบคุมดูแลกิจการในพื้นที่ ด้าน “กรอ.” โชว์ผลงานปี 2563 ลุยถ่ายโอนโรงงานเข้าข่ายไปแล้ว 2,200 แห่ง พร้อมจัดทัพเสริมแกร่งสร้างความรู้ เติมความเข้าใจขอบเขตการบังคับใช้กฎหมาย ช่วยเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถท้องถิ่น      นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การถ่ายโอนภารกิจดูแลโรงงานของกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เทศบาล และเมืองพัทยานั้น เป็นไปตามเจตนารมณ์และหลักการของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ. โรงงาน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ในการกระจายอำนาจการบริหารในส่วนที่จำเป็นแก่ท้องถิ่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงาน และดูแลประชาชน ซึ่งภารกิจดังกล่าวเป็นหน้าที่โดยตรงของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ภายใต้ 3 ภารกิจหลักที่สำคัญ ได้แก่ การกำกับดูแลโรงงานจำพวกที่1และจำพวกที่2  การรับแจ้งการประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2  และการตรวจสอบกรณีโรงงานก่อเหตุเดือดร้อน ตรวจสอบการดำเนินกิจการให้เป็นไปตามกฎหมาย   “การถ่ายโอนภารกิจดูแลโรงงานดังกล่าวเป็นไปตามหลักการของกฎหมาย และถือเป็นการให้อิสระและอำนาจแก่ อปท. ในการควบคุมดูแลกิจการโรงงานในพื้นที่ การตัดสินใจและตรวจสอบกรณีโรงงานมีปัญหา หรือสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ กำกับดูแล และตรวจสอบโรงงานได้ ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ยังมีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน ให้คำแนะนำ และคำปรึกษาทางเทคนิควิชาการ ดำเนินการฝึกอบรมจนกว่า อปท. จะมีความพร้อมและเข้าใจขอบเขตในการรับการถ่ายโอนภารกิจ จนสามารถปฏิบัติภารกิจให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณะที่ดีขึ้น มีคุณภาพมาตรฐาน และประสิทธิภาพ รวมทั้งมีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานงานเพื่อเป็นหลักการบริการสาธารณะให้มีคุณภาพอีกด้วย” นายสุริยะ กล่าว     นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ตาม พ.ร.บ. โรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 พบว่า ในปี 2563 มีโรงงานจำพวกที่ 1 และจำพวกที่ 2 ที่ใช้เครื่องจักรมีกำลังรวมตั้งแต่ 50 แรงม้า หรือกำลังเทียบเท่าตั้งแต่ 50 แรงม้าขึ้นไป หรือใช้คนงานตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป โดยใช้เครื่องจักรหรือไม่ก็ตาม ที่เข้าข่ายการโอนภารกิจดูแลโรงงานให้ไปอยู่ในการกำกับดูแลของกรุงเทพมหานคร เทศบาล และเมืองพัทยา ทั้งสิ้น 2,200 โรงงาน โดยแบ่งเป็น โรงงานในกรุงเทพมหานคร จำนวน 500 โรงงาน และโรงงานในจังหวัดต่าง ๆ อีกประมาณ 1,700 โรงงาน        โดยกรุงเทพมหานคร เทศบาล และเมืองพัทยา จะมีหน้าที่รับแจ้งการประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 เก็บค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับโรงงานจำพวกที่ 2 กำกับดูแลโรงงานจำพวกที่ 1 และจำพวกที่ 2 รวมถึงตรวจสอบกรณีโรงงานก่อเหตุเดือดร้อน และตาม พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว กรมโรงงานอุตสาหกรรมและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด จึงมีหน้าที่ในการให้คำแนะนำกับพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร เทศบาล และเมืองพัทยา แล้วแต่กรณี ในการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยโรงงานให้เป็นไปอย่างถูกต้อง    นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวว่า เพื่อให้การถ่ายโอนภารกิจดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้เตรียมแผนงานเพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถของกรุงเทพมหานคร เทศบาล และเมืองพัทยา ในการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยโรงงาน และในการกำกับโรงงานจำพวกที่ 1 และจำพวกที่ 2 เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยโรงงาน และแนวทางการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยโรงงาน ในมาตราต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรงงานจำพวกที่ 1 และจำพวกที่ 2 เพื่อให้การดำเนินภารกิจมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผลสูงสุด  “ในปีนี้ได้มีการถ่ายโอนภารกิจดูแลโรงงานให้ อปท. ไปแล้ว 2,200 โรงงาน และในเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้จัดการฝึกอบรมเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยโรงงานและการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม ให้กับข้าราชการกรุงเทพมหานคร จำนวน 50 เขต รวมทั้งสิ้น 200 คน และในเดือน ก.ย. 2563 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดฝึกอบรมเกี่ยวกับการใช้ระบบสารสนเทศ สำหรับการรับแจ้งการประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 ให้กับข้าราชการกรุงเทพมหานคร 50 เขต รวมทั้งสิ้น 100 คน โดยในปี 2564 กรมโรงงานอุตสาหกรรมและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ยังได้มีการเตรียมความพร้อมในการจัดการฝึกอบรมเพิ่มเติมให้กับกรุงเทพมหานคร เทศบาล และเมืองพัทยาอีกด้วย” นายประกอบ กล่าว    ------------------------------------

อ่านต่อ...


ก.อุตฯ ปรับปรุงระบบไฟฟ้าวัดอรุณฯ แล้วเสร็จตามกำหนดเวลา

09 ต.ค 2563

วันนี้ (9 ตุลาคม 2563) เวลา 10.30น. รปอ.(นางวรวรรณ ชิตอรุณ) ในฐานะ ผอ.ศูนย์อำนวยการจิตอาสากระทรวงอุตสาหกรรม (ศอ.จอส.อก.) เข้ารายงานผลการดำเนินโครงการปรับปรุงระบบไฟฟ้าวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ระยะที่ 2 แก่ พระธรรมรัตนดิลก เจ้าคณะภาค 9 เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม  และได้ตรวจติดตามความเรียบร้อยของงานทั้งหมด   ทั้งนี้ ศอ.จอส.อก. ได้จัดทำโครงการฯ เพื่อให้ระบบไฟฟ้าของวัดอรุณฯ มีความปลอดภัยและสวยงามยิ่งขึ้น โดยดำเนินการ 1) พัฒนาระบบป้องกันฟ้าผ่ารอบองค์พระปรางค์ เชื่อมต่อกราวด์ลงดินลึก 30 เมตร พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไฟกระโชกทางสายไฟฟ้า 2) งานระบบไฟฟ้า ซึ่งได้เดินท่อร้อยสายไฟเพื่อเก็บและจัดระเบียบสายไฟทั้งหมดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย และ 3) ปรับระบบกราวน์ และไฟฟ้าส่องสว่าง บริเวณรอบองค์พระปรางค์วัดอรุณฯ จนแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย  

อ่านต่อ...


ปลัดฯกอบชัย เปิดงานสัมมนา Delta Future Industry Summit 2020

09 ต.ค 2563

 วันนี้ (9 ต.ค. 63) นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงานสัมมนา Delta Future Industry Summit 2020 ภายใต้หัวข้อ "เตรียมพร้อมประเทศไทยรับมืออนาคตยุค Next Normal" เพื่อเป็นเวทีพิเศษให้ทุกภาคส่วนได้เชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนแนวโน้มอุตสาหกรรมล่าสุด ร่วมผลักดันประเทศไทยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหลังยุคโควิด-19 โดยมี นายแจ็คกี้ จาง ประธานบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับ ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท   ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า “การจัดงานในวันนี้ถือเป็นการเชื่อมโยงผู้นำในภาคอุตสาหกรรม เข้ากับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีท้องถิ่นทั่วไทย เพื่อมุ่งพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมและเดลต้าอีเลคโทรนิกส์ ได้ร่วมงานกันอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาหลายปี และเป็น Big Brother ที่ให้การสนับสนุนกองทุน Delta Angle Fund ที่จัดเป็นประจำทุกปี เพื่อสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพในประเทศและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นกว่า 500 ล้านบาท” -----------------------------

อ่านต่อ...


ประชุมคณะกรรมการหน่วยงานเครือข่ายศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Center of Robotics Excellent) (CoRE) ครั้งที่ 1/2564

09 ต.ค 2563

  เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2563 นายจุลพงษ์  ทวีศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการหน่วยงานเครือข่ายศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (CoRE) เป็นประธานในการประชุม ครั้งที่ 1/2564 พร้อมเยี่ยมชมสถาบันเทคโนโลยีการผลิตสุมิพล (SIMTec) โดยมีนายเจตนิพิฐ รอดภัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นายสมหวัง บุญรักษ์เจริญ ผู้อำนวยการสถาบันไทย-เยอรมัน ร่วมด้วย ณ อาคารสถาบันเทคโนโลยีการผลิตสุมิพล (SIMTec) จังหวัดชลบุรี  

อ่านต่อ...


การประชุมเตรียมความพร้อมการตรวจราชการและการติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน ณ จังหวัดมุกดาหาร อุดรธานี และหนองคาย

07 ต.ค 2563

วันนี้ (7 ตุลาคม 2563) นายธีระยุทธ วานิชชัง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมการตรวจราชการและการติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน ณ จังหวัดมุกดาหาร อุดรธานี และหนองคาย โดยมีนายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นางวรวรรณ ชิตอรุณ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายสมพล โนดไธสง นายบรรจง สุกรีฑา ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสหวัฒน์ โสภา ผู้ช่วยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม อก.2 ชั้น 3 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม    

อ่านต่อ...


“สุริยะ” เดินหน้าเยียวยาผู้ประกอบการกระทบโควิด เว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาต มอก. กว่า 10,000 ราย เริ่ม 10 ตุลาคม 2563 นี้

07 ต.ค 2563

กระทรวงอุตสาหกรรม เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด  หลัง ครม. เห็นชอบมาตรการเยียวยายกเว้นค่าธรรมเนียมต่างๆ ของ สมอ. เริ่ม 10 ตุลาคม 2563 นี้ ถึงวันที่ 30 เมษายน 2564 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ สมอ. เสนอมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 โดยให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาต มอก. และค่าธรรมเนียมใบรับรองระบบงาน ISO เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการกว่า 10,000 ราย รวมมูลค่ากว่า 110 ล้านบาท ซึ่ง ครม. ได้เห็นชอบเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2563 นี้ จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2564  ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากโควิด 19 และการชะลอตัวของภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในประเทศ ด้าน นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการ สมอ. กล่าวเพิ่มเติมว่า “สมอ. จะดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งคาดว่าจะสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เข้าสู่สภาวะปกติได้ในไม่ช้า ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะดำเนินการยกเว้นจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2564  จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการให้มาติดต่อขอรับบริการได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาต มอก. ทางออนไลน์ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ www.tisi.go.th  ทั้งการยื่นขอใบอนุญาต มอก. ผ่านระบบ e-License ที่ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอได้ทุกมาตรฐาน ซึ่งผลทดสอบผลิตภัณฑ์และผลตรวจโรงงานจะถูกส่งตรงจากห้อง LAB และหน่วยงาน Outsource ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยผู้ประกอบการไม่ต้องมีภาระเรื่องเอกสารดังกล่าวอีกต่อไป” นอกจากนี้ สมอ. ยังอํานวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการและประชาชนภายใต้สถานการณ์โควิด โดยสามารถชําระค่าบริการและค่าธรรมเนียมงานบริการด้านอื่นๆ ได้อย่างสะดวก ง่ายดาย และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Payment สําหรับการตรวจติดตามผลผู้ได้รับใบอนุญาต มอก. เป็นการตรวจติดตามผ่านระบบ e-Surveillance เพื่ออํานวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ และเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของ สมอ. ให้มากยิ่งขึ้น ด้านการรับรองระบบงาน ISO สมอ. ได้นําระบบอิเล็กทรอนิกส์ e-Accreditation มาใช้ตั้งแต่การยื่นคําขอ การประสานงาน การตรวจประเมินทางไกล (Remote assessment) และการรับรองตนเอง (Self declaration) แทนการออกไปตรวจประเมินสถานที่จริง โดยผู้ตรวจประเมินจะประสานงานการตรวจประเมินทางออนไลน์ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต และแอปพลิเคชั่นต่างๆ บนเว็บไซต์ และสมาร์ทโฟน เป็นต้น ซึ่งการดำเนินการเหล่านี้ เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลตามมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19” เลขาธิการ สมอ. กล่าวทิ้งท้าย ----- 6 ตุลาคม 2563 -----

อ่านต่อ...


ก.อุต ฯ ลุยต่อ มาตรการช่วยเหลือ SMEs รอบ 2 หวังพยุงการจ้างงาน สร้างความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศ

04 ต.ค 2563

  กระทรวงอุตสาหกรรม เดินหน้าช่วยเหลือ SMEs ที่เป็นลูกหนี้สินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งหรือการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 รอบที่ 2 โดยคณะกรรมการบริหารกองทุน ฯ อัดฉีดงบประมาณสินเชื่อกองทุนฯ กรอบวงเงินกว่า 1 พันล้านบาท พร้อมมาตรการพักชำระหนี้ หวังเยียวยา SMEs ทั่วประเทศ รวมทั้งลดแนวโน้มการเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs)    นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นอกจากจะกระทบวิถีชีวิตของคนไทย ซึ่งจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนในวิถี New Normal แล้ว ยังได้ส่งผลกับเศรษฐกิจไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ไทย ซึ่งเป็นท่อน้ำเลี้ยงสำคัญของประเทศ ที่ช่วยให้มีการจ้างงานมากถึง 12 ล้านคน และถึงแม้ว่าที่ผ่านมาการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ภายในประเทศไทยจะดำเนินการได้เป็นที่น่าพึงพอใจ แต่ผลกระทบที่เกิดกับกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ก็ยังคงขาดสภาพคล่อง ทั้งในเรื่องของการค้า การลงทุนระหว่างประเทศที่ยังคงไม่สามารถดำเนินงานได้เป็นปกติ หรือแม้แต่ภายในประเทศเอง ก็ยังคงได้รับผลกระทบต่อเนื่อง ดังนั้น การให้ความช่วยเหลือจากภาครัฐ จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยเยียวยาให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ตลอดจนชะลอการเกิดหนี้เสียจากการไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามปกติ  คณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ จึงอนุมัติมาตรการช่วยเหลือ SMEs เพื่อช่วยเหลือ SMEs ที่เป็นหนี้สินเชื่อของกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง หรือการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 รอบที่ 2 ในกรอบการช่วยเหลือ 2 โครงการ ได้แก่     1. การให้สินเชื่อของกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ โดยมีกรอบวงเงินการให้สินเชื่อ 1,000 ล้านบาท ซึ่งผู้กู้ต้องเป็นลูกหนี้สินเชื่อของกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยวัตถุประสงค์การกู้ เพื่อใช้ในการปรับปรุงการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียน เสริมสภาพคล่อง หรือสำรองเป็นค่าใช้จ่ายการดำเนินกิจการ ในสถานการณ์ภัยแล้ง หรือการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยดำเนินการ เปิดรับคำขอสินเชื่อจาก SMEs ที่เป็นลูกหนี้สินเชื่อของกองทุน ฯ และมีภาระหนี้เงินต้นวงเงินกู้สินเชื่อระยะยาว (Term Loan) คงเหลืออยู่กับกองทุน ตลอดจนไม่มีสถานะ NPLs หรือไม่อยู่ระหว่างถูกกองทุนดำเนินคดี และเป็นผู้ประกอบการที่มีสถานะการชำระเป็นปกติในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาซึ่งจะพิจารณาให้ได้รับวงเงินสินเชื่อต่อรายสูงสุดไม่เกินร้อยละ 50 ของสินเชื่อที่ลูกหนี้สินเชื่อกองทุน ฯ ชำระเงินต้นคืน ซึ่งกองทุน ฯ จะดำเนินการปล่อยเงินกู้สินเชื่อระยะยาว สูงสุดไม่เกิน 5 ปี ปลอดชำระคืนเงินต้น 1 ปี ด้วยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี ตลอดอายุสัญญา     2. มาตรการช่วยเหลือ SMEs ที่เป็นลูกหนี้สินเชื่อของกองทุนของกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เพื่อเป็นการช่วยเหลือลูกหนี้สินเชื่อของกองทุน ฯ โดยมีกรอบวงเงินการให้สินเชื่อ 700 ล้านบาท ซึ่งคุณสมบัติของ SMEs ที่สามารถเข้ารับความช่วยเหลือจากกองทุน ฯ นั้น จะต้องเป็น SMEs ที่เป็นลูกหนี้สินเชื่อของกองทุนฯ วงเงิน 8,000 ล้านบาท โดยการพิจารณาสินเชื่อในครั้งนี้จะให้ความช่วยเหลือในด้านการบรรเทาภาระการชำระหนี้ ให้มีสภาพคล่องที่จะสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปในสภาวะวิกฤติ รวมทั้งเป็นการลดแนวโน้ม การเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) โดยให้วงเงินสินเชื่อต่อราย สูงสุดไม่เกินร้อยละ 50 ของสินเชื่อที่ลูกหนี้กองทุนฯชำระเงินต้นคืน  มีระยะเวลากู้สุงสุดไม่เกิน 5 ปี ปลอดชำระคืนเงินต้น 1 ปี และมีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพียง ร้อยละ 1 ต่อปี ตลอดอายุสัญญา   “เชื่อมั่นว่ามาตรการข้างต้นจะเป็นส่วนสำคัญในการพยุงกลุ่ม SMEs ของไทย ให้สามารถประคับประคองการดำเนินกิจการต่อไปได้ท่ามกลางสถานการณ์ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และจะชะลอปัญหาการเลิกจ้าง ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ต่อไปในอนาคต ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถยื่นความประสงค์เข้าร่วมมาตรการฯ ณ หน่วยงานร่วมดำเนินการทุกสาขาในเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่หรือสามารถแจ้งความประสงค์ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น เว็บไซต์ www.smebank.co.th  แอพลิเคชั่น SME D Bank (ดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ IOS และ Android) และผ่าน LINE Official Account : SME Development Bank โดยสามารถแจ้งความประสงค์ภายใน 31 ธันวาคม 2563 นี้” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าว.    

อ่านต่อ...


ปลัดฯ กอบชัยร่วมงาน “วันคล้ายวันสถาปนากรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ครบรอบ 18 ปี”

02 ต.ค 2563

วันนี้ (2 ตุลาคม 2563) เวลา 09.00 น. นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมงาน “วันคล้ายวันสถาปนากรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ครบรอบ 18 ปี” และร่วมพิธีทางศาสนา โดยมี นายวิษณุ ทับเที่ยง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เป็นผู้แทนรับมอบ ณ บริเวณห้องโถง ชั้น 1 อาคารกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่  

อ่านต่อ...


รองปลัดฯ ภานุวัฒน์ เป็นประธานการประชุมรายงานความคืบหน้าการดำเนินโครงการ ELV PROJECT (ครั้งที่ 4)

02 ต.ค 2563

  วันนี้ (1 ตุลาคม 2563) นายภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมรายงานความคืบหน้าการดำเนินโครงการ ELV PROJECT (ครั้งที่ 4) โดยมี นายพฤกษ์ ศิโรรัตนเศรษฐ์ ผู้อำนวยการกลุ่มจัดการกากอุตสาหกรรม 4 กรมโรงงานอุตสาหกรรม นายพิรัฐพล ตนานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง Mr. Fujigaki Satoshi ผู้อำนวยการแผนกสิ่งแวดล้อม Ms. Yurugi Yoshiko ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชีย และเจ้าหน้าที่องค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ประเทศญี่ปุ่น (NEDO) พร้อมทั้งผู้บริหารจากกลุ่มบริษัท โตโยต้าฯ เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุม อก. 1 ชั้น 2 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม   สำหรับการประชุมรายงานความคืบหน้าการดำเนินโครงการ (ครั้งที่ 4) ที่ประชุมได้รายงานความคืบหน้าของโครงการ ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำคู่มือขั้นตอนการถอดแยกชิ้นส่วนรถยนต์ที่คำนึงถึงความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมฉบับสมบูรณ์ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดการซากรถยนต์ภายในประเทศต่อไปในอนาคต  

อ่านต่อ...


กนอ.เดินหน้าเต็มสูบนิคม“Smart Park” หลัง ครม.ไฟเขียวตั้งนิคมฯ 1.38 พันไร่

02 ต.ค 2563

  การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) พร้อมเดินหน้าโครงการนิคมอุตสาหกรรมสมาร์ท ปาร์ค (Smart Park) หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการลงทุนในโครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมสมาร์ท ปาร์ค บนพื้นที่ 1,383 ไร่ มูลค่าการลงทุนระยะแรก 2,370 ล้านบาท ตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) คาดเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ไตรมาส 1 ปี 2564 ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี    นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2563 มีมติเห็นชอบการลงทุนในโครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมสมาร์ท ปาร์ค ที่ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง พื้นที่รวม 1,383 ไร่ มูลค่าการลงทุน 2,370 ล้านบาท โดยโครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคม อีกทั้งยังเป็นการตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี    “หลังจาก ครม.เห็นชอบให้มีการลงทุนในโครงการแล้ว คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายในไตรมาส 1/2564 และใช้ระยะเวลาการก่อสร้างประมาณ 3 ปี โดยเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จและมีการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม Smart Park จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม Smart Park จะสามารถสร้างมูลค่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อปี อยู่ที่ 52,934.58 ล้านบาท ขณะเดียวกันจะเกิดการจ้างงาน ประมาณ 7,459 คน ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ประมาณ 1,342,620,000 บาทต่อปี (คิดฐานเงินเดือนขั้นต่ำเดือนละ15,000 บาท) นอกจากนี้ ยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ ที่ไม่สามารถประเมินค่าได้โดยตรง เช่น มีการใช้วัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้าง น้ำมันเชื้อเพลิง และอื่นๆ ทำให้เกิดการหมุนเวียนในท้องถิ่น เกิดประโยชน์ทางอ้อมต่อหน่วยงานปกครองท้องถิ่น หรือประฌโยชน์ต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม หรือคุณภาพชีวิตด้านอื่นๆ”รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าว   ด้านนางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)กล่าวเสริมว่า นิคมฯสมาร์ท ปาร์ค เป็นส่วนหนึ่งของระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ปัจจุบันเป็นเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curve) โดยมีกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (Aviation & Logistics) กลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์ (Medical Device) กลุ่มอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (Robotics) และกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital) ซึ่งตามแผนการพัฒนาโครงการ คาดว่าจะใช้เวลาในการพัฒนาปรับพื้นที่ดำเนินการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ประมาณ 3 ปี โดยในช่วงระยะการก่อสร้างคาดว่าจะทำให้มีการจ้างงานประมาณ 200 คน และเกิดเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นในชุมชน ประมาณ 23.7 ล้านบาท/ปี (คิดอัตราฐานเงินเดือนขั้นต่ำ 330 บาท)อีกด้วย    นอกจากนี้ ในส่วนของทำเลที่ตั้งของโครงการฯ ถือว่าอยู่ตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่ดี โดยอยู่ห่างจากท่าเรือมาบตาพุด 7 กม. ห่างจากสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา 17 กม. และห่างจากท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ 29 กม. ห่างจากท่าเรือแหลมฉบัง 53 กม. และห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิ 150 กม. อีกทั้งมีความได้เปรียบในแง่ของการเป็นแหล่งผลิตเม็ดพลาสติกที่เป็นวัตถุดิบ (Raw materials sources ) และอยู่ในเขตส่งเสริมของอีอีซี  “หลังก่อสร้างแล้วเสร็จคาดว่าพื้นที่จะถูกเช่าหมดภายในระยะเวลา 4 ปี เนื่องจากเป็นนิคมฯที่รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-curve) ที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งนอกจากรวมอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงไว้ในที่เดียวกันแล้ว ยังเป็นนิคมอุตสาหกรรมต้นแบบที่มีระบบสาธารณูปโภคเพียบพร้อมรวมทั้งอาคารต่างๆ ต้องมีมาตรฐานระดับสากล และก่อให้เกิดการหมุนเวียนเงินในท้องถิ่น คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตในด้านอื่นๆ”ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวปิดท้าย ----------------------------------------------- กองประชาสัมพันธ์ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

อ่านต่อ...


Page 3 of 341