ข่าวประชาสัมพันธ์กระทรวงอุตสาหกรรม

นายกฯ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน คาดแล้วเสร็จเงินสะพัดกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี

21 มี.ค 2562

นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (Automotive and Tyre Testing, Research and Innovation Center- ATTRIC) ซึ่งเป็นศูนย์ทดสอบแห่งแรกในอาเซียน โดยตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านยานยนต์และยางล้อของอาเซียน คาดแล้วเสร็จดึงเม็ดเงินลงทุนในธุรกิจต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการส่งไปทดสอบต่างประเทศปีละ 119 ล้านบาท สนับสนุนการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 150,000 ตัน    พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดฉะเชิงเทราและได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ ณ บริเวณเขตสวนป่าลาดกระทิง ต.ลาดกระทิง อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นโครงการที่คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2559 อนุมัติให้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ ภายในกรอบวงเงิน 3,705.7 ล้านบาท รัฐเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ส่วนทดสอบยางล้อตามมาตรฐาน UN R117 และระยะที่ 2 ส่วนทดสอบยานยนต์และชิ้นส่วน ระยะเวลาการดำเนินการ 5 ปี บนพื้นที่ 1,234.98 ไร่ ณ ตำบลลาดกระทิง อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อให้บริการทดสอบและรับรองผลิตภัณฑ์ยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และยางล้อตามมาตรฐานสากล  โครงการระยะที่ 1 ส่วนทดสอบยางล้อตามมาตรฐาน UN R117 ประกอบด้วย สนามทดสอบยางล้อ เพื่อใช้ทดสอบยางล้อ ในรายการเสียงจากยางล้อที่สัมผัสผิวถนน และการยึดเกาะถนนบนพื้นเปียก ขณะนี้ก่อสร้างแล้วเสร็จและได้รับการรับรองจาก Applus+IDIADA ราชอาณาจักรสเปน ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานที่ยอมรับในระดับสากล โดยในส่วนของห้องปฏิบัติการทดสอบเพื่อใช้ทดสอบยางล้อ ในรายการความต้านทานการหมุน และอาคารสำนักงานจะก่อสร้างแล้วเสร็จปลายปีนี้  โครงการระยะที่ 2 ส่วนทดสอบยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565 ขณะนี้ได้ออกแบบและปรับพื้นที่เสร็จแล้วเพื่อรองรับการก่อสร้างสนามทดสอบยานยนต์และชิ้นส่วน รวม 5 สนาม คือ  1) สนามทดสอบระบบเบรก (Brake Performance)  2) สนามทดสอบระบบเบรกมือ (Park Brake)  3) สนามทดสอบเชิงพลวัต (Dynamic Platform)  4) สนามทดสอบการยึดเกาะถนนขณะเข้าโค้ง (Skid-Pad)  5) สนามทดสอบสมรรถนะยานยนต์ (Long Distance and High Speed)   ซึ่งในวันนี้นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในเอกสารแสดงสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นโครงการศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ ระยะที่ 2 พร้อมให้นโยบายในการดำเนินงานโครงการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกอบการยานยนต์ไทยว่า ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 2565  ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติเป็นกลไกสำคัญของประเทศไทย ช่วยเร่งรัดการพัฒนาการมาตรฐาน การวิจัยและนวัตกรรมของอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และยางล้อ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อยกระดับให้เป็นอุตสาหกรรม 4.0 โดยประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการ คือ ช่วยให้ผู้ประกอบการลดเวลาในการส่งทดสอบผลิตภัณฑ์ยานยนต์และชิ้นส่วนลงอย่างน้อย 2 เดือน เนื่องจากไม่ต้องส่งไปทดสอบที่ต่างประเทศ และประหยัดค่าใช้จ่ายในการทดสอบและรับรองผลิตภัณฑ์ ปีละ 119 ล้านบาท อีกทั้งยังช่วยดึงดูดนักลงทุนอุตสาหกรรมการแปรรูปยางพาราให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ทำให้ปริมาณการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 40 หรือประมาณ 150,000 ตัน เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์แปรรูปยางพาราในประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวสวนยางกว่า 6 ล้านคน ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เกิดการจ้างงานบุคลากรในพื้นที่ ด้านช่างเทคนิคไม่น้อยกว่า 200 คน และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกไม่น้อยกว่า 2,000 คน คิดเป็นรายได้ 500-1,000 ล้านบาทต่อปี เกิดการลงทุนธุรกิจการค้าและธุรกิจต่อเนื่อง สร้างรายได้ในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี รวมถึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นประเทศเป้าหมายของการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอนาคต นอกจากนี้ ยังเอื้อให้เกิดการลงทุนในกิจกรรมการวิจัยและพัฒนายานยนต์ต้นแบบ ตามเป้าหมายที่สำคัญของอุตสาหกรรม S-Curve ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC อีกด้วย    20 มีนาคม 2562

อ่านต่อ...


ก.อุตฯ เผยผลการดำเนินงานกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี ปี 61 ด้านการเงินและการตอบสนองผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด

20 มี.ค 2562

ก.อุตฯ เผยผลการดำเนินงานกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี ปี 61 ด้านการเงินและการตอบสนองผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด   นายเดชา จาตุธนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (สอป.) เผยว่า กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี จัดตั้งตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุน ให้ความช่วยเหลือเงินทุน และการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้แก่ SMEs ที่มีศักยภาพในการต่อยอดพัฒนาธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน รวมถึงการส่งเสริมและพัฒนา SMEs ให้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น   โดยกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี เร่งช่วยเหลือ SMEs ทั่วประเทศให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ตามนโยบายของรัฐบาล มีกระบวนการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อที่เป็นระบบ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาและความต้องการของพื้นที่ โดยได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีระดับจังหวัด ซึ่งเน้นการมีส่วนร่วมของหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการเงิน ในการร่วมพิจารณาสินเชื่ออย่างรอบคอบและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กองทุนฯ กำหนด โดยได้มีการปรับลดขั้นตอนการให้บริการให้สามารถปล่อยสินเชื่อแก่ SMEs ทั่วประเทศได้มากกว่า 10,400 ราย มูลค่าการอนุมัติสินเชื่อกว่า 15,300 ล้านบาท และอยู่ระหว่างขั้นตอนพิจารณาอนุมัติ จำนวนกว่า 2,700 ล้านบาท ส่งผลให้กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีมีผลการประเมินในปีแรก (พ.ศ.2561) จากกรมบัญชีกลาง ด้านการเงิน 4.7 คะแนนและการตอบสนองต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ 5 คะแนนจากคะแนนเต็ม 5 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กองทุนฯ กำหนด   นอกจากนี้ กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอียังได้ให้บริการส่งเสริมและพัฒนาควบคู่กับการให้สินเชื่อเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้แก่ SMEs อาทิ การเพิ่มผลิตภาพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างโอกาสทางการตลาด การบริหารบัญชีและการเงินที่เป็นระบบ โดยสามารถช่วยเหลือพัฒนา SMEs ไปแล้วกว่า 9,500 ราย ทำให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และลดความเสี่ยงของการเป็นหนี้ด้อยคุณภาพได้     ทั้งนี้ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี กล่าวเพิ่มเติมว่า กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี ได้ดำเนินการพัฒนากระบวนการปล่อยสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ SMEs ทั่วประเทศเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันได้มีการพัฒนาปรับปรุงระบบการบริหารจัดการภายใน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2562 ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ได้สั่งการให้สำนักงานกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี จัดทำแผนปรับปรุงการให้สินเชื่อและการส่งเสริมพัฒนา SMEs และแผนเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการกองทุนให้กรมบัญชีกลางภายในวันศุกร์ที่ 29 มีนาคม 2562 และดำเนินการตามแผนให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน

อ่านต่อ...


“อธิบดีกอบชัย” ลงพื้นที่ อ.สันทราย บุกห้องปฏิบัติการทันตกรรม ผู้ผลิตฟันเทียมรายใหญ่ของประเทศ

20 มี.ค 2562

“อธิบดีกอบชัย” ลงพื้นที่ อ.สันทราย บุกห้องปฏิบัติการทันตกรรม ผู้ผลิตฟันเทียมรายใหญ่ของประเทศ   จ.เชียงใหม่ 19 มีนาคม 2562 - นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พร้อมด้วย นายเจตนิพิฐ รอดภัย เลขานุการกรม สำนักงานเลขานุการกรม นายวาที พีระวรานุพงศ์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาดิจิทัลอุตสาหกรรม นางสาวนิรามัย ศิริศรีสุดากุล ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที 1 นางสาวหนึ่งหทัย ธรรมพิทักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 2 นางเฉลา ศรีเพ็ชร์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 และคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผลการดำเนินงานของสถานประกอบการที่ได้รับการส่งเสริม พัฒนา และสนับสนุนจาก กสอ. ณ บริษัท เอ็กซาซีแลม จำกัด โดยมีคณะผู้บริหารบริษัทฯ ให้การต้อนรับ พร้อมทั้งกล่าวสรุปผลการดำเนินงานโดยรวมของบริษัทฯ และนำเยี่ยมชมกระบวนการผลิตต่าง ๆ   บริษัทดังกล่าว เป็นผู้ผลิตทันตกรรมเทียม (ฟันปลอม) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยผลิตฟันปลอมในรูปแบบต่าง ๆ ให้กับคลินิกทันกรรมและโรงพยาบาลของประเทศไทย รวมถึงส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ด้วยคุณภาพในมาตรฐาน ISO13485 และมาตรฐานระดับสากลต่าง ๆ มีใบรับรองแหล่งที่มาและคุณภาพวัตถุดิบ ซึ่งบริษัทฯ จัดได้ว่ามีกระบวนการผลิตที่ทันสมัยที่สุด ได้แก่ ระบบ Intra oral scanner and digital model ซึ่งเป็นการสแกนช่องปากและสร้างเป็นพิมพ์ปากสำหรับการหล่อฟันเทียม ทำให้สะดวก รวดเร็ว มีการส่งงานแบบออนไลน์ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุน จาก กสอ. ในโครงการต่าง ๆ ทำให้เกิด้แนวทางในการพัฒนารูปแบบธุรกิจอย่างรอบด้านทั้งในด้านการผลิต การบริหารจัดการ และการพัฒนาบุคลากร เช่น สามารถปรับผังโรงงานใหม่เหมาะสมกับกระบวนการผลิต มีความรวดเร็วในการรับคำสั่งซื้อและการสั่งงาน และสามารถลดอัตราของเสียได้ โดยล่าสุดทางบริษัทฯ ยังได้เข้าร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมระบบเพื่อเฝ้าติดตาม และตรวจสอบดูแลการทำงานของเครื่องจักร (Machine Monittoring System) เพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหวร่างกายของพนักงานในแต่ละวัน และเชื่อมต่อผ่านระบบการจัดการข้อมูล เพื่อบริหารจัดการพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ดังกล่าวทำให้ประสิทธิภาพของการผลิตฟันปลอมจาก 400 ชิ้นต่อเดือนเป็น 480 ชิ้นต่อเดือน คิดเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 หรือ คิดเป็นมูลค่า 1.2 ล้านบาท### PR.DIP (กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม) รายงาน ### PR.DIP (กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม) รายงาน

อ่านต่อ...


การประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาและยกระดับสินค้าอุตสาหกรรม ครั้งที่ 5-6/2562

19 มี.ค 2562

วันนี้ (19 มีนาคม 2562) นายสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาและยกระดับสินค้าอุตสาหกรรม ครั้งที่ 5-6/2562 เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาและยกระดับสินค้าอุตสาหกรรมของกระทรวงอุตสาหกรรม  อาทิ  โครงการสร้างสรรค์อัตลักษณ์สินค้าอุตสาหกรรมชุมชนสู่สากล (กสอ.) และยกระดับสินค้าอุตสาหกรรมชุมชมให้มีมูลค่าสูงและดึงดูดนักท่องเที่ยว  นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้ร่วมกันพิจารณาข้อมูลและจัดทำแผนปฎิบัติการพัฒนาต่อยอด Application สินค้าอุตสาหกรรมชุมชน   โดยมี นางเบญจมาพร  เอกฉัตร   นายประกอบ  วิวิธจินดา ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม  นายจารุพันธุ์  จารโยภาส  รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ผู้แทนกลุ่มประสิทธิภาพฯ ที่ 1-6  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมชุณหะวัณ ชั้น 3 กระทรวงอุตสาหกรรม  

อ่านต่อ...


กพร. เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานความร่วมมือด้านแร่ธาตุอาเซียน ครั้งที่ 16 สร้างความร่วมมือพัฒนาด้านแร่ในอาเซียน

19 มี.ค 2562

  กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานความร่วมมือด้านแร่ธาตุอาเซียน ครั้งที่ 16 หวังสร้างให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนา ด้านแร่ในประเทศสมาชิกอาเซียน   เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2562 นายวิษณุ ทับเที่ยง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมคณะทำงานความร่วมมือด้านแร่ธาตุอาเซียน ครั้งที่ 16 หรือ The 16th ASEAN Senior Officials Meeting on Minerals (Working Groups) : 16th ASOMM WGs ว่า ในปี 2562 นี้ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดังกล่าว ซึ่งเป็นการประชุมคณะทำงานด้านแร่ธาตุอาเซียนระดับอธิบดีหรือผู้แทนจากสมาชิกประเทศอาเซียน จำนวน 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มาเลเซีย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐสิงคโปร์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และราชอาณาจักรไทย  โดยการประชุมดังกล่าวมุ่งหวังให้เกิดความร่วมมือในเชิงนโยบายในการพัฒนาด้านแร่ธาตุในประเทศสมาชิกอาเซียน   การประชุมดังกล่าวแบ่งออกเป็น 4 คณะ ประกอบด้วย (1) คณะทำงานด้านการค้าและการลงทุนด้านแร่ หารือด้านการสร้างโอกาส การอำนวยความสะดวก และการสนับสนุนการลงทุนด้านแร่ทั้งในและนอกภูมิภาคอาเซียน  (2) คณะทำงานด้านการเสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาด้านแร่ หารือด้านการฝึกอบรมบุคลากร การสนับสนุนความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาด้านแร่และธรณีวิทยา และการพัฒนาและนำเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมาใช้ในการพัฒนาด้านแร่  (3) คณะทำงานด้านการพัฒนาด้านแร่อย่างยั่งยืน หารือด้านการส่งเสริมการพัฒนาด้านแร่อย่างยั่งยืนในมิติสังคมและสิ่งแวดล้อม การเสริมสร้างการพัฒนาด้านแร่อย่างยั่งยืน การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ การฟื้นฟูพื้นที่หลังการทำเหมือง การร่วมมือกับประเทศคู่เจรจา และการแลกเปลี่ยนข้อมูลการสร้างความตระหนักรู้  และ (4) คณะทำงานด้านฐานข้อมูลด้านแร่ หารือด้านการสนับสนุนงานฐานข้อมูลแร่ และการแบ่งปันข้อมูลที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคอาเซียน   “ผลสำเร็จจากการประชุมครั้งนี้ จะสร้างให้เกิดความร่วมมือกันในประเทศสมาชิกอาเซียนในการจัดทำร่างแผนปฏิบัติการด้านแร่ธาตุอาเซียน ฉบับที่ 3 ระยะที่ 2 ซึ่งจะเริ่มใช้ในปี 2564  และแผนการดำเนินงานเพื่อการพัฒนาด้านแร่ธาตุอย่างยั่งยืนและเพื่อการพัฒนาศักยภาพของภูมิภาคต่อไป” นายวิษณุ กล่าว   ทั้งนี้ การประชุมคณะทำงานความร่วมมือด้านแร่ธาตุอาเซียน ครั้งที่ 16 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง กำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 18-21 มีนาคม 2562 ณ โรงแรมแคนทารี ฮิลล์ จังหวัดเชียงใหม่  โดยในวันที่ 21 มีนาคม 2562 จัดให้มีการดูงาน ณ โครงการพัฒนาพื้นที่ห้วยลานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลออนใต้ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ และหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry Village : CIV) หรือหมู่บ้าน CIV บ้านออนใต้ ตำบลออนใต้ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่  โดยได้รับเกียรติจาก นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นำคณะผู้เข้าร่วมประชุมเยี่ยมชมหมู่บ้าน CIV บ้านออนใต้ และเป็นประธานในพิธีปิดการประชุม  

อ่านต่อ...


พิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรเตรียมความพร้อมเป็นอุตสาหกรรมจังหวัด รุ่นที่ 6

18 มี.ค 2562

วันนี้ (18 มีนาคม 2562)  นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรเตรียมความพร้อมเป็นอุตสาหกรรมจังหวัด รุ่นที่ 6 ของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีนายสุรพล  ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ  อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม นางเบญจมาพร  เอกฉัตร  ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม  นางสาวสิริรัตน์ ไกรวณิช  ผู้ช่วยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมพิธีเปิด และร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้ผู้เข้าร่วมฝึกอบรม ณ ห้องจรัสเมือง โรงแรมเดอะทวิน ทาวเวอร์   หลักสูตรเตรียมความพร้อมเป็นอุตสาหกรรม รุ่นที่ 6  มีผู้เข้ารับการอบรมจำนวน 25 คน จากหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงอุตสาหกรรม  โดยการฝึกอบรมแบ่งเป็น 4 ช่วง รวม 20 วัน  

อ่านต่อ...


รมช.สมชายเปิดงานสัมมนาวิชาการ นวัตกรรม และการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่

16 มี.ค 2562

วันนี้ (16 มี.ค. 62) นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนาวิชาการ เรื่องนวัตกรรม และการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ “Innovation Developmentof New Generation Automotive Industry” จัดโดยสาขาวิชาการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เนื่องในโอกาสสถาปนาครบรอบ 60 ปีของมหาวิทยาลัยฯ โดยมีศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และ ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือให้การต้อนรับ และนายสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเป็นเกียรติ ณ ห้องประชุมเบญจรัตน์ อาคารนวมินทรราชินี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ     รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมยานยนต์โลก กำลังก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อันเป็นผลจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และความต้องการของผู้บริโภค ทั้งนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้เตรียมการปรับมาตรฐานการระบายสารมลพิษจากเครื่องยนต์ให้เทียบเท่า Euro 5 ภายในปี 2564 และ Euro 6 ภายในปี 2565 ซึ่งเป็นการพัฒนาคุณภาพของรถยนต์ให้มีความสะอาด ประหยัด และปลอดภัย มากขึ้น และการจัดสัมมนาในครั้งนี้ ถือเป็นอีกนิมิตหมายอันดีที่จะให้ความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทิศทางตลอดจนนวัตกรรมของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ แก่ผู้สนใจ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษาต่อไป

อ่านต่อ...


“สศอ. ประชุมร่วม 4 ค่ายรถยนต์ รับฟังข้อเสนอแก้ปัญหามาตรการ EV ระยะแรก”

15 มี.ค 2562

สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ประชุมร่วม 4 ค่ายรถยนต์ เพื่อเปิดรับฟังข้อเสนอแนวทางการแก้ปัญหามาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าระยะแรก หวังยกระดับให้ไทยเป็นฐานที่มั่นการผลิตรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า     นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากช่องโหว่ของมาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าในระยะแรก ทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้จากการลดอัตราภาษีสรรพสามิตให้กับผู้ผลิตรถยนต์ HEV/PHEV โดยไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (Next-Generation Vehicles) ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรม S-Curve ของประเทศ ดังนั้น สศอ. จึงได้นำเสนอมาตรการในการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุนการผลิตชิ้นส่วนสำคัญ “Core Technology” ของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับไปสู่การเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต รวมทั้งต้องการส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าได้ในราคาประหยัด และยังช่วยบรรเทาผลกระทบจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือเรียกว่า “อีโค่อีวี (ECO EV)”       นายณัฐพล เปิดเผยเพิ่มเติมว่า มาตรการ ECO EV มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ (1) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถปรับพลิกโฉมฐานการผลิตรถยนต์ ECO Car ซึ่งเป็นฐานการผลิตรถยนต์นั่งหลักของประเทศไทย ซึ่งถูกกระทบอย่างรุนแรงจากมาตรการภาษีสรรพสามิตของการส่งเสริม EV ระยะแรก และ (2) เพื่อปิดจุดอ่อนของมาตรการส่งเสริม EV ในรอบแรก ซึ่งจากโครงการที่บริษัทเสนอขอรับการสนับสนุนทั้งหมด สศอ. พบว่า มีปัญหาใน 3 ประเด็นหลักคือ ร้อยละ 79.8 ของรถยนต์ทุกคันเป็นการลงทุนผลิต HEV ที่ไม่สามารถชาร์จไฟฟ้าได้ จึงไม่เอื้อให้เกิดการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าที่จำเป็นต่อการพัฒนาให้ไปสู่ BEV ในอนาคตได้ และกว่าร้อยละ 91.8 ของรถยนต์ที่ทุกบริษัทเสนอขอรับการสนับสนุน ไม่มีการลงทุนใน Core Technology ของ EV ในประเทศไทยเลย โดยเป็นการประกอบขั้นปลายสุด คือ ประกอบตัวถังและทดสอบแบตเตอรรี่  นอกจากนี้ รถยนต์ทุกคันที่ทุกบริษัทเสนอขอรับการสนับสนุน มีราคาสูงกว่าที่ประชาชนผู้ใช้รถยนต์ส่วนใหญ่จะเข้าถึงได้ คือ ราว 1-6 ล้านบาท ซึ่งย่อมจะทำให้จะไม่แพร่หลายหรือมีขนาดการผลิตที่เพียงพอสำหรับการลงทุนผลิต Core Technology ของ EV ในประเทศไทย ประกอบกับ นายกรัฐมันตรีได้มีข้อสั่งการให้มีการเร่งรัดการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกมาจำหน่าย เพื่อเป็นอีกทางเลือกของประชาชนในกานช่วยกันลดฝุ่น pm 2.5 จากการใช้รถยนต์ดีเซล และเบนซิน       นายณัฐพล เปิดเผยอีกว่า ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา อก. โดย สศอ. ได้ทำงานร่วมกับ BOI และ กระทรวงการคลัง และได้มีการปรับปรุงและสรุปข้อเสนอของมาตรการการ ECO EV จนล่าสุดสามารถตอบวัตถุประสงค์ต่างๆ ได้ครบทุกข้อ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะได้สรุปและประกาศมาตรการนี้ ได้รับทราบจาก กระทรวงการคลังว่า ได้รับหนังสือน่วมลงนามจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่เสนอขอรับการส่งเสริม HEV 3 ราย คือ Toyota Honda และ Nissan และบริษัทผู้จัดจำหน่ายรถปิกอัพ 1 ราย คือ ตรีเพรชอิซูซุ ได้มีข้อท้วงติง และต้องการให้ภาครัฐดำเนินมาตรการในทิศทางอื่น และในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา อก. โดย สศอ. จึงได้หารือกับผู้ผลิต HEV ทุกรายอีก ทั้งการหารือ แบบ รายบริษัท และ กลุ่ม 3+1 รายนี้ ซึ่งทั้ง 3 รายรับที่จะเสนอแนวทางในการปรับโครงการการลงทุนของแต่ละบริษัท เพื่อให้ไม่เป็นเพียงโครงการประกอบ HEV ขั้นสุดท้ายดังที่เสนอมาในปัจจุบัน แต่จะเพิ่มให้มีการลงทุนเพื่อพยายามตอบโจทย์ทั้ง 4 ข้อข้างต้น คือ (1) ราคาที่คนไทยต้องเข้าถึง EV ได้ (2) มีกระบวนการผลิตของชิ้นส่วน EV core technology (3) มีการก้าวไปสู่รถยนต์ที่สามารถชาร์ทไฟฟ้าได้ เพื่อเปิดโอกาสให้มีการพัฒนาโครงข่ายการพัฒนาไฟฟ้า และ (4) มีเส้นทางการพัฒนาฐานการผลิต ECO Car ไปสู่ยานยนต์แห่งอนาคต ที่มีการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า       นายณัฐพล เปิดเผยถึงผลการประชุมเปิดรับฟังข้อเสนอแนวทางการแก้ปัญหามาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าระยะแรก ในวันนี้ว่า “หลังจากที่ทั้ง 3 บริษัทได้ทราบโจทย์และขอกลับไปหาแนวทางประมาณ 1 เดือน ซึ่งในวันนี้บริษัทได้มารายงานผล ซึ่งสรุปได้ว่า บริษัทไม่มีข้อเสนอที่จะตอบโจทย์ทั้ง 4 ข้อ ในการแก้ปัญหามาตรการ EV ระยะแรกได้ โดยเห็นว่า ในช่วง 6 ปีนี้ ภาครัฐยังไม่ควรมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ควรรอให้มาตรการภาษีสรรพสามิตจบลงในปี 2568 ก่อน จึงควรหามาตรการแก้ไขต่อไป โดยหลังจากนี้ สศอ. จะสรุปสถานการณ์ล่าสุด เสนอ อก. ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบเรื่องการพัฒนาประเทศไทยไปสู่ industry 4.0 เพื่อทราบสถานะและพิจารณาตัดสินใจต่อไปว่าประเทศไทยและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จะเดินออกจากข้อติดขัดของการพัฒนารถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้านี้ร่วมกัน หรือไม่อย่างไร”    

อ่านต่อ...


รองปลัดสุรพล เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทพร้อมรับเข็มพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

15 มี.ค 2562

วันนี้ (15 มีนาคม 2562) เวลา 8.00 น  นายสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทพร้อมรับเข็มพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดนิทรรศการและทอดพระเนตรนิทรรศการทางวิชาการ วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม มจพ. เทคโนนิทัศน์น้อมเกล้า "60 ปีแห่งการสร้างสรรค์ประดิษฐกรรมสู่นวัตกรรม" ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ  

อ่านต่อ...


พิธีปิดและมอบประกาศนียบัตรนักบริหารอุตสาหกรรมระดับสูง รุ่นที่ 20

15 มี.ค 2562

วันนี้ (15 มีนาคม 2562)  นายสุรพล  ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานในพิธีปิดและมอบประกาศนียบัตรนักบริหารอุตสาหกรรมระดับสูง รุ่นที่ 20 ของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีนายใบน้อย สุวรรณชาตรี หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี นางรวีวรรณ อุตรนคร ผู้อำนวยการกองกลาง และนางสาวสุนีย์  โสภณ ผู้อำนวยการกองบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล เข้าร่วมแสดงความยินดี ณ ห้องจรัสเมือง โรงแรมเดอะทวิน ทาวเวอร์  

อ่านต่อ...


Page 10 of 266