ข่าวประชาสัมพันธ์กระทรวงอุตสาหกรรม

“สศอ. ประชุมร่วม 4 ค่ายรถยนต์ รับฟังข้อเสนอแก้ปัญหามาตรการ EV ระยะแรก”

15 มี.ค 2562

สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ประชุมร่วม 4 ค่ายรถยนต์ เพื่อเปิดรับฟังข้อเสนอแนวทางการแก้ปัญหามาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าระยะแรก หวังยกระดับให้ไทยเป็นฐานที่มั่นการผลิตรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า     นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากช่องโหว่ของมาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าในระยะแรก ทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้จากการลดอัตราภาษีสรรพสามิตให้กับผู้ผลิตรถยนต์ HEV/PHEV โดยไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (Next-Generation Vehicles) ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรม S-Curve ของประเทศ ดังนั้น สศอ. จึงได้นำเสนอมาตรการในการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุนการผลิตชิ้นส่วนสำคัญ “Core Technology” ของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับไปสู่การเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต รวมทั้งต้องการส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าได้ในราคาประหยัด และยังช่วยบรรเทาผลกระทบจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือเรียกว่า “อีโค่อีวี (ECO EV)”       นายณัฐพล เปิดเผยเพิ่มเติมว่า มาตรการ ECO EV มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ (1) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถปรับพลิกโฉมฐานการผลิตรถยนต์ ECO Car ซึ่งเป็นฐานการผลิตรถยนต์นั่งหลักของประเทศไทย ซึ่งถูกกระทบอย่างรุนแรงจากมาตรการภาษีสรรพสามิตของการส่งเสริม EV ระยะแรก และ (2) เพื่อปิดจุดอ่อนของมาตรการส่งเสริม EV ในรอบแรก ซึ่งจากโครงการที่บริษัทเสนอขอรับการสนับสนุนทั้งหมด สศอ. พบว่า มีปัญหาใน 3 ประเด็นหลักคือ ร้อยละ 79.8 ของรถยนต์ทุกคันเป็นการลงทุนผลิต HEV ที่ไม่สามารถชาร์จไฟฟ้าได้ จึงไม่เอื้อให้เกิดการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าที่จำเป็นต่อการพัฒนาให้ไปสู่ BEV ในอนาคตได้ และกว่าร้อยละ 91.8 ของรถยนต์ที่ทุกบริษัทเสนอขอรับการสนับสนุน ไม่มีการลงทุนใน Core Technology ของ EV ในประเทศไทยเลย โดยเป็นการประกอบขั้นปลายสุด คือ ประกอบตัวถังและทดสอบแบตเตอรรี่  นอกจากนี้ รถยนต์ทุกคันที่ทุกบริษัทเสนอขอรับการสนับสนุน มีราคาสูงกว่าที่ประชาชนผู้ใช้รถยนต์ส่วนใหญ่จะเข้าถึงได้ คือ ราว 1-6 ล้านบาท ซึ่งย่อมจะทำให้จะไม่แพร่หลายหรือมีขนาดการผลิตที่เพียงพอสำหรับการลงทุนผลิต Core Technology ของ EV ในประเทศไทย ประกอบกับ นายกรัฐมันตรีได้มีข้อสั่งการให้มีการเร่งรัดการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกมาจำหน่าย เพื่อเป็นอีกทางเลือกของประชาชนในกานช่วยกันลดฝุ่น pm 2.5 จากการใช้รถยนต์ดีเซล และเบนซิน       นายณัฐพล เปิดเผยอีกว่า ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา อก. โดย สศอ. ได้ทำงานร่วมกับ BOI และ กระทรวงการคลัง และได้มีการปรับปรุงและสรุปข้อเสนอของมาตรการการ ECO EV จนล่าสุดสามารถตอบวัตถุประสงค์ต่างๆ ได้ครบทุกข้อ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะได้สรุปและประกาศมาตรการนี้ ได้รับทราบจาก กระทรวงการคลังว่า ได้รับหนังสือน่วมลงนามจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่เสนอขอรับการส่งเสริม HEV 3 ราย คือ Toyota Honda และ Nissan และบริษัทผู้จัดจำหน่ายรถปิกอัพ 1 ราย คือ ตรีเพรชอิซูซุ ได้มีข้อท้วงติง และต้องการให้ภาครัฐดำเนินมาตรการในทิศทางอื่น และในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา อก. โดย สศอ. จึงได้หารือกับผู้ผลิต HEV ทุกรายอีก ทั้งการหารือ แบบ รายบริษัท และ กลุ่ม 3+1 รายนี้ ซึ่งทั้ง 3 รายรับที่จะเสนอแนวทางในการปรับโครงการการลงทุนของแต่ละบริษัท เพื่อให้ไม่เป็นเพียงโครงการประกอบ HEV ขั้นสุดท้ายดังที่เสนอมาในปัจจุบัน แต่จะเพิ่มให้มีการลงทุนเพื่อพยายามตอบโจทย์ทั้ง 4 ข้อข้างต้น คือ (1) ราคาที่คนไทยต้องเข้าถึง EV ได้ (2) มีกระบวนการผลิตของชิ้นส่วน EV core technology (3) มีการก้าวไปสู่รถยนต์ที่สามารถชาร์ทไฟฟ้าได้ เพื่อเปิดโอกาสให้มีการพัฒนาโครงข่ายการพัฒนาไฟฟ้า และ (4) มีเส้นทางการพัฒนาฐานการผลิต ECO Car ไปสู่ยานยนต์แห่งอนาคต ที่มีการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า       นายณัฐพล เปิดเผยถึงผลการประชุมเปิดรับฟังข้อเสนอแนวทางการแก้ปัญหามาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าระยะแรก ในวันนี้ว่า “หลังจากที่ทั้ง 3 บริษัทได้ทราบโจทย์และขอกลับไปหาแนวทางประมาณ 1 เดือน ซึ่งในวันนี้บริษัทได้มารายงานผล ซึ่งสรุปได้ว่า บริษัทไม่มีข้อเสนอที่จะตอบโจทย์ทั้ง 4 ข้อ ในการแก้ปัญหามาตรการ EV ระยะแรกได้ โดยเห็นว่า ในช่วง 6 ปีนี้ ภาครัฐยังไม่ควรมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ควรรอให้มาตรการภาษีสรรพสามิตจบลงในปี 2568 ก่อน จึงควรหามาตรการแก้ไขต่อไป โดยหลังจากนี้ สศอ. จะสรุปสถานการณ์ล่าสุด เสนอ อก. ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบเรื่องการพัฒนาประเทศไทยไปสู่ industry 4.0 เพื่อทราบสถานะและพิจารณาตัดสินใจต่อไปว่าประเทศไทยและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จะเดินออกจากข้อติดขัดของการพัฒนารถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้านี้ร่วมกัน หรือไม่อย่างไร”    

อ่านต่อ...


รองปลัดสุรพล เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทพร้อมรับเข็มพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

15 มี.ค 2562

วันนี้ (15 มีนาคม 2562) เวลา 8.00 น  นายสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทพร้อมรับเข็มพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดนิทรรศการและทอดพระเนตรนิทรรศการทางวิชาการ วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม มจพ. เทคโนนิทัศน์น้อมเกล้า "60 ปีแห่งการสร้างสรรค์ประดิษฐกรรมสู่นวัตกรรม" ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ  

อ่านต่อ...


พิธีปิดและมอบประกาศนียบัตรนักบริหารอุตสาหกรรมระดับสูง รุ่นที่ 20

15 มี.ค 2562

วันนี้ (15 มีนาคม 2562)  นายสุรพล  ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานในพิธีปิดและมอบประกาศนียบัตรนักบริหารอุตสาหกรรมระดับสูง รุ่นที่ 20 ของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีนายใบน้อย สุวรรณชาตรี หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี นางรวีวรรณ อุตรนคร ผู้อำนวยการกองกลาง และนางสาวสุนีย์  โสภณ ผู้อำนวยการกองบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล เข้าร่วมแสดงความยินดี ณ ห้องจรัสเมือง โรงแรมเดอะทวิน ทาวเวอร์  

อ่านต่อ...


พิธีลงนามความร่วมมือเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการพลาสติก สู่อุตสาหกรรรมพลาสติก 4.0 ด้วยเทคโนโลยี

14 มี.ค 2562

วันนี้ (14 มี.ค. 62) นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างสถาบันพลาสติก และบริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน)  หรือเอ็มเฟค เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการพลาสติก สู่อุตสาหกรรรมพลาสติก 4.0 ด้วยเทคโนโลยี IOT ที่ถือเป็นการนำไอโอทีมาใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติกครั้งแรกและแห่งของประเทศไทย โดยมีนายอภิจิณ โชติกเสถียร รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และนายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ร่วมเป็นเกียรติ ณ อาคารต้นกล้าแกลอรี่ ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต กล้วยน้ำไท นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "ความสำคัญของIndustry 4.0 กับการพัฒนาประเทศไทย" โดยระบุว่า การพัฒนาในอนาคตเป็นเรื่องที่ท้าทาย ที่เราต้องเตรียมพร้อมรับมือ ทั้งจากสภาพแวดล้อมในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ สภาพอากาศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งในส่วนของภาคอุตสาหกรรม ก็คือ เรื่องของไบโอชีวภาพ เรื่องที่สองคือ เทคโนโลยี AI ที่ได้ถูกนำมาใช้ในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะระบบ IOT ที่ได้เชื่อมโยงในทุกอุตสาหกรรม ซึ่งในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของกระทรวงฯ ก็จะสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยที่กระทรวงฯมีแนวคิดในการพัฒนาผ่านหน่วยงานในกำกับต่างๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ และกลายเป็น Industy 4.0 ในที่สุด   ด้าน ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันพลาสติก กล่าวว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพลาสติกส่วนหนึ่งขาดพื้นฐานด้านอุตสาหกรรม 4.0 บางประการ ก็คือการเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์ จึงมีความจำเป็นที่ต้องใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ต มาร่วมกับอุปกรณ์เซ็นเซอร์ต่างๆ เข้ามาประยุกต์ใช้กับเครื่องจักรในการขึ้นรูปพลาสติกอย่างได้ผล   นายธนกร ชาลี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอ็ม เอฟ อีซี กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ทางบริษัทฯจะเป็นผู้ให้บริการคำปรึกษา ออกแบบแพลตฟอร์ม การใช้งานภายในองค์กรของผู้ประกอบการพลาสติก รวมทั้งติดตั้งอุปกรณ์เซนเซอร์ที่เหมาะสมกับการขึ้นรูปจงต่างๆ ช่วยให้สถานประกอบการมีต้นทุนที่ได้เปรียบคู่แข่งทั้งด้านข้อมูล แรงงาน เทคโนโลยี ประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น

อ่านต่อ...


ปลัดพสุ เปิดศูนย์ ITC 4.0 จ.สุราษฎร์ พร้อมยกระดับแปรรูปเกษตร อาหาร และสมุนไพร

14 มี.ค 2562

จ.สุราษฎร์ธานี : วันนี้ (14 มีนาคม 2562) นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ให้เกียรติเป็นประธานเปิดศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 หรือ ITC 4.0 โดยมีนายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นายจารุพันธุ์ จารโยภาส นายภาสรกร ชัยรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม คณะผู้บริหารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และผู้แทนจากหน่วยงานเครือข่ายภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมงาน และมี นายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้การต้อนรับ ณ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 10 อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี   สำหรับศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 (Industry Transformation Center) หรือ ศูนย์ ITC 4.0 จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็น 1 ใน 9 มาตราการ เพื่อการขับเคลื่อนเอสเอ็มอีสู่ 4.0 โดยใช้รูปแบบจากศูนย์ ITC ส่วนกลางมาปรับให้เข้ากับศักยภาพอุตสาหกรรมในพื้นที่ และนโยบายของเศรษฐกิจ​ในการพัฒนาพื้นที่ในภาคใต้ตอนบน ที่มุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร อาหาร สมุนไพร เนื่องจากพื้นที่ภาคใต้มีสินค้าเกษตรเป็นหลัก และจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็น 1 ใน 4 จังหวัดนำร่อง (สุราษฎร์ธานี,เชียงราย สกลนคร และปราจีนบุรี ) ภายใต้โครงการพัฒนาเมืองสมุนไพร (Herbal City) ที่ขับเคลื่อนสมุนไพรไทยอย่างยั่งยืน ดังนั้น เครื่องจักรภายในอาคารศูนย์ ITC 4.0 จึงเน้นให้สอดคล้องกับการสนับสนุน SMEs ในการพัฒนาต่อยอดด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เช่น อุตสาหกรรมเกษตร อาหาร เครื่องสำอาง สมุนไพร สุขภาพเป็นต้น ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรม Start-up /S-Curve (กลุ่มเครื่องมือ อุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ ระบบเครื่องกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม กลุ่มดิจิตอล เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมต่อกับเทคโนโลยีขั้นสูง) อีกทั้งยังมีการจัดพื้นที่ Co-working Space ที่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น คอมพิวเตอร์สำหรับการสืบค้น และออกแบบ เครื่อง 3-D Printer สำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ โดยเปิดให้ผู้ประกอบการได้เข้ามาใช้งาน อีกทั้งยังมีการเชื่อมโยงด้านการตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ (Matching) ทั้งในและต่างประเทศเพื่อให้ SMEs มีความพร้อมและมีศักยภาพ ก้าวสู่การเป็น (SMART SMEs) รวมถึงการยกระดับเศรษฐกิจชุมชนเข้าสู่วิสาหกิจชุมชนสมัยใหม่ 4.0 (Local to Global) ตลอดจนยังมีบริการให้คำปรึกษาแนะนำการประกอบธุกิจในด้านต่าง ๆ ทั้งนี้ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 10 ได้ให้บริการเบื้องต้นไปแล้ว 524 ราย เกิดผลสัมฤทธิ์ผลิตภัณฑ์ใหม่ 24 ผลิตภัณฑ์ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 7,000,000 บาท     นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมยังมอบวุฒิบัตรให้กับผู้ผ่านการอบรมโครงการสร้างและพัฒนาผู้ประกอบการใหม่เชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรม (NEC) เพื่อสร้างผู้ประกอบการใหม่ Start-up จำนวน 3 รุ่น รวมทั้งสิ้น 75 ราย และมอบสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนดอกเบี้ยต่ำ ให้แก่ผู้ประกอบการ จำนวน 5 ราย รวมวงเงินทั้งสิ้น 2,950,000 บาท พร้อมทั้งยังได้เยี่ยมชมโซนการให้บริการต่าง ๆ ของศูนย์ ITC 4.0

อ่านต่อ...


รัฐมนตรีช่วยฯ สมชาย เป็นประธานพิธีลงนาม MOU โครงการสานฝัน ปั้นอาชีพ

14 มี.ค 2562

วันนี้ (14 มีนาคม 2562) นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ สานฝัน ปั้นอาชีพ โดยมี นางสาวสมจินต์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ให้การต้อนรับ ณ ห้องอินฟินิตี้บอลรูม โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพฯ   สำหรับโครงการ "สานฝัน ปั้นอาชีพ" การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ผนึกกำลัง 16 ภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และสถาบันการศึกษา ในการร่วมพัฒนาอาชีพเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนให้มีรายได้ ด้วยการส่งเสริมสร้างทักษะ เพิ่มองค์ความรู้ให้กับประชาชน และเป็นการยกระดับเศรษฐกิจชุมชนรอบนิคมอุตสาหกรรม ให้มีความเข้มแข็ง ประกอบไปด้วย กลุ่มวัยแรงงาน แรงงานวัยใกล้เกษียณ ผู้สูงอายุ ตลอดจนวิสาหกิจชุมชน ในการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ ตามแผนยุทธศาสตร์ด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เสริมแกร่งชุมชน ซึ่งจะทำให้ประชาชนและชุมชนได้รับประโยชน์จากการสร้างอาชีพและส่งเสริมรายได้ให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง และเป็นการสร้างความสมดุลของการพัฒนาอุตสาหกรรมและการอยู่ร่วมกันของสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยในปี 2562 มีเป้าหมายจะพัฒนาชุมชนรอบนิคมอุตสาหกรรม 10 แห่ง และพัฒนาให้ได้จำนวน 1,000 ราย ทั่วประเทศ   ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว จะเริ่มดำเนินการในพื้นที่นำร่องใน 10 นิคมอุตสาหกรรม ประกอบด้วย นิคมฯ บางพลี นิคมฯ บางชัน นิคมฯ ลาดกระบัง นิคมฯ บางปู นิคมฯ บ้านหว้า นิคมฯ บางปะอิน นิคมฯ สหรัตนนคร นิคมฯ สมุทรสาคร นิคมฯ สินสาคร และนิคมฯ อมตะซิตี้  

อ่านต่อ...


รมช.สมชาย เปิดงานยกระดับหมู่บ้าน CIV เชื่อมโยงสินค้าไทยเด่น

13 มี.ค 2562

 วันนี้ (13 มี.ค. 62) นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีเปิดและกล่าวปาฐกถาพิเศษ  กิจกรรมสัมมนาและนิทรรศการเสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานราก : หมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (CIV) และอัตลักษณ์สินค้าอุตสาหกรรมชุมชน (ไทยเด่น) โดยนายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ให้การต้อนรับ และมีนางสาวนิสากร จึงเจริญธรรม รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วย/ผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเป็นเกียรติ ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา (ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ)  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อสานพลังหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (CIV) และอัตลักษณ์สินค้าอุตสาหกรรมชุมชน (ไทยเด่น) เสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานชุมชน ว่า “กระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินโครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์หรือ CIV มีหมู่บ้านเข้ารับการพัฒนากว่า 215 หมู่บ้าน ซึ่งเสน่ห์ของ CIV ไม่ได้อยู่ที่ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับอัตลักษณ์ชุมชน ที่เป็นของดีของเด่นในชุมชน กระทรวงอุตสาหกรรมได้ลงไปเพื่อทำหน้าที่สนับสนุนในสิ่งชุมชนต้องการ ตามแนวทางที่ชุมชนต้องการ และหาคนที่พร้อมจะเป็นเชื้อเพลิงให้กับชุมชน และพร้อมที่ทำ เพราะหากมีแต่แรงสนับสนุนแต่ไม่มีคนที่พร้อมจะทำ สิ่งที่คาดหวังคงจะเป็นไปได้ยาก ความสำเร็จที่คาดหวังคือหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จะเติบโตและยั่งยืนได้ด้วยตัวเอง”  และโครงการสร้างสรรค์อัตลักษณ์สินค้าอุตสาหกรรมชุมชนสู่สากล  หรือ “โครงการไทยเด่น” Product Hero ประจำจังหวัด 77 ผลิตภัณฑ์ 77 จังหวัด มุ่งเน้นการสร้างเศรษฐกิจชุมชน โดยนำวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ผสมผสานกับแนวคิดสร้างสรรค์ถ่ายทอดผ่านสินค้า ของแต่ละชุมชนออกมาเป็นสินค้าของฝากของที่ระลึกที่มีศักยภาพ มีความโดดเด่นของแต่ละชุมชน หรือหมู่บ้านนั้น ๆ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านวิถีชีวิตของชุมชน ที่มีเสน่ห์ทางประเพณี วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ รวมถึงสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับต้นทุนทั้งวัตถุดิบและบริการด้านท่องเที่ยวของหมู่บ้านให้สามารถ ดึงเม็ดเงินจากภายนอกเข้าสู่ชุมชน สร้างความยั่งยืนและสามารถพึ่งพาตนเองผ่านสินค้าเด่นประจำชุมชนอย่างแท้จริง  

อ่านต่อ...


รัฐมนตรีสมชายฯ เปิดงานสัมมนา "ทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย...ในอนาคต" พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ "การขับเคลื่อน Factory 4.0 and Circular Economy"

13 มี.ค 2562

วันนี้ (13 มีนาคม 2562) นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงานสัมมนา "ทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย...ในอนาคต" พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "การขับเคลื่อน Factory 4.0 and Circular Economy" โดยมีนายบรรจง สุกรีฑา  นายกรณ์ภัฐวีญ์  ม่วงน้อย นายศุภกิจ บุญศิริ รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการ ร่วมเปิดงาน ณ โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอริน กรุงเทพฯ   รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งว่า การที่จะช่วยให้โรงงานอุตสาหกรรมคงอยู่ได้อย่างยั่งยืน  การลดปริมาณของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมที่มีกระบวนการผลิต  ที่ประสิทธิภาพต่ำ ส่งผลให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างไม่คุ้มค่า และเกินความจำเป็น ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดลดน้อยลงและหาได้ยากมากยิ่งขึ้น Circular Economy หรือ เศรษฐกิจแบบหมุนเวียน จะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และการเติบโตในระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในอนาคต โดยให้ความสำคัญครอบคลุม 4 ด้าน ดังนี้ 1) การผลิต (Manufacture/Production) โดยการส่งเสริมการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม(Circular product design) และการพัฒนากระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพสู่นวัตกรรมการออกแบบตลอดห่วงโซ่ของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle) 2) การบริโภค (Consumption) โดยการนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) และการลดการใช้หรือใช้น้อยเท่าที่จำเป็น (Reduce) ตลอดจนมีข้อมูลของผลิตภัณฑ์ 3) การจัดการของเสีย (Waste Management) โดยการปรับปรุงขั้นตอนการจัดการของเสีย และการลงทุนการจัดการของเสียในระยะยาว 4) การใช้วัตถุดิบรอบสองหรือการแปรรูปนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) โดยการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบรอบสอง หรือการแปรรูปนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนส่งเสริมให้มีการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัยและเป็นมิตร    ต่อสิ่งแวดล้อม   นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยังกล่าวต่ออีกว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้กำหนดนโยบาย Factory 4.0 ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน เพื่อที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมภายใต้นโยบาย Factory 4.0 ใน 4 ประเด็นหลัก คือ 1) ด้านโรงงานที่เน้นให้เกิดประสิทธิภาพและผลิตภาพ Productivity มุ่งเน้นการส่งเสริมให้โรงงานเป็น Smart factory โดยการนำเทคโนโลยดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต   ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น   มีการขยายระบบอัตโนมัติขึ้นและเพิ่มระบบการบริการในตัวผลิตภัณฑ์ ตลอดจน การปรับบทบาทการกำกับดูแลให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพ อำนวยความสะดวกลดขั้นตอน ต้นทุนและระยะเวลา    ทั้งนี้  กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม จะใช้ระบบกำกับดูแลโรงงานรูปแบบใหม่ ผ่านระบบการประเมินและรับรองตนเอง หรือ Self- Declaration การอนุญาตต่างๆ จะทำเป็นอิเล็กทรอนิกส์ การรายงานต่าง ๆ ผ่านทาง on line ร่วมกับการตรวจสอบโดย third party รวมทั้งการทำ Big Data หรือข้อมูล สารสนเทศขนาดใหญ่ผ่านระบบดิจิทัล      2) ด้านชุมชนและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม  จะสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนรอบนิคมอุตสาหกรรม     การยกระดับ SMEs ผ่านกลไกศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Industrial Transformation : ITC) และกลไก Big Brother รวมทั้งดำเนินโครงการเพื่อพัฒนาชมุชน เช่น โครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry Village : CIV) 3) ด้านสิ่งแวดล้อม จะส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนการพัฒนาภายใต้แนวคิด Circular Economy เช่น การนำของเสีย และวัสดุเหลือใช้มาสร้างมูลค่าเพิ่ม การใช้เทคโนโลยีรีไซเคิล โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่งแก้ไขปัญหาในเรื่องกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ภาคอุตสาหกรรม สามารถนำของเสียและวัสดุเหลือใช้มาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น 4) ทรัพยากรมนุษย์ จะมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงแรงงาน ภาคอุตสาหกรรมการสร้างอาชีพและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนภายใต้การสนับสนุนบุคลากรอาชีวศึกษา การสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับแรงงานสูงอายุหลังเกษียณโดยการสร้างผู้ประกอบการใหม่วัยเกษียณ    นอกจากการสัมมนาแล้ว ยังมีการฝึกอบรมใน 4 หัวข้อที่น่าสนใจ คือ 1) การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมในระบบทำความเย็นที่ใช้แอมโมเนียเป็นสารทำความเย็น 2) กฎหมายความปลอดภัยเกี่ยวกับสารเคมี 3) การถ่ายทอดแนวทางการรับรองตนเองของผู้ประกอบกิจการโรงงาน (Self-declaration) และการตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบเอกชน (Third party) 4) ประชาสัมพันธ์การใช้งานระบบสารสนเทศความปลอดภัยหม้อน้ำและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี 4.0 เพื่อยกระดับความปลอดภัยหม้อน้ำ โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนากว่า 450 คน  

อ่านต่อ...


รองปลัด สุรพล ลงพื้นที่ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับฝุ่นของกากชานอ้อยของโรงงานน้ำตาลราชบุรี จ.ราชบุรี

13 มี.ค 2562

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2562 เวลา 14.00 น. นายสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับฝุ่นของกากชานอ้อยของโรงงานน้ำตาลราชบุรี ตำบลเบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี    โดยรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้แนะนำวิธีการลดฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นจากกากชานอ้อยในระยะสั้น โดย 1) ใช้วิธีสเปรย์น้ำลงบนลานกองเก็บกากอ้อย ซึ่งจะพรมสเปรย์น้ำบริเวณจุดที่จะทำการตัก ดัน ขนย้าย กากชานอ้อยจะทำให้ช่วยลดปริมาณฝุ่นกากชานอ้อยที่ฟุ้งกระจายในบรรยายกาศ 2) ติดตั้งระบบสเปรย์น้ำในสายพานลำเลียงกากชานอ้อยเพิ่มเติม 3) ติดตั้งระบบสเปรย์น้ำในจุดที่รถบรรทุกอ้อยเทอ้อยลงในกระพ้อ 4) ติดตั้งระบบเครื่องดูดฝุ่นติดกับรถโกยตักกากชานอ้อยเพื่อดูดฝุ่นละอองกากชานอ้อย 5) ติดตั้งระบบขจัดฝุ่นละอองในอาคารเก็บกากชานอ้อย 6) ติดตั้งระบบการโหลดกากชานอ้อยบริเวณใต้หีบอ้อยให้เป็นแบบปิด 7) เพิ่มจำนวนเที่ยวในการพรมน้ำบนพื้นถนนภายในโรงงานและบริเวณพื้นถนนที่มีการ บรรทุกขนถ่ายอ้อยเข้าโรงงาน

อ่านต่อ...


สมอ. แก้ไข พ.ร.บ.มาตรฐานฯ ปรับลดขั้นตอน อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ เพิ่มโทษปรับ 2 ล้าน เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค 

12 มี.ค 2562

สมอ. แก้ไข พ.ร.บ. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 เน้นปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ลดขั้นตอนเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ เพิ่มโทษขึ้น เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัย นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 ว่า ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว โดย พ.ร.บ. ฉบับใหม่เพิ่มบทบัญญัติ ให้มีความทันสมัย เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค ทำให้สามารถควบคุมการตรวจสอบการทำและนำเข้าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมให้ผู้ทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน (มาตรฐานบังคับ) ต้องแสดงหลักฐานให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและได้รับใบอนุญาตจากเลขาธิการ สมอ. ก่อนทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนั้น เว้นแต่เป็นการทำเพื่อการวิจัยและพัฒนา การทำเพื่อทดลองกระบวนการผลิต หรือการทำเป็นตัวอย่างเพื่อขอรับใบอนุญาต ให้แจ้งต่อ สมอ. ก่อนเริ่มทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนั้น และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด ในกรณีที่ผู้นำเข้าต้องการนำเข้าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน(มาตรฐานบังคับ)เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อ ผลิต ผสม ประกอบ บรรจุ หรือดำเนินการด้วยวิธีอื่นใดกับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนั้นเพื่อส่งออกไปนอกราชอาณาจักรทั้งหมด ผู้นำเข้าจะต้องแจ้งต่อ สมอ. ก่อนเริ่มการนำเข้าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนั้น และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด และให้ผู้แจ้งเริ่มนำเข้าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมได้ตั้งแต่วันที่ได้รับใบรับแจ้ง และในกรณีที่ผู้นำเข้าต้องการนำเข้าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน (มาตรฐานบังคับ) เข้ามาเพื่อจำหน่ายในราชอาณาจักร ต้องแสดงหลักฐานให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ และได้รับใบอนุญาตจากเลขาธิการ สมอ. ก่อนรับมอบไปจากเจ้าพนักงานศุลกากร สำหรับในกรณีที่เป็นการนำเข้ามาโดยมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อจำหน่าย แต่ได้นำมาเกินจำนวนที่ สมอ. กำหนด ต้องแจ้งต่อ สมอ. ก่อนรับมอบไปจากเจ้าพนักงานศุลกากร และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด   นอกจากนี้ ยังอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการและลดขั้นตอนในการดำเนินงานให้มีความสะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น อาทิ ได้มีการแก้ไขในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน สามารถออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมชนิดใดต้องเป็นไปตามมาตรฐาน (มาตรฐานบังคับ) หรือกฎเกณฑ์ของต่างประเทศหรือระหว่างประเทศทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้ และจะระบุวันเริ่มใช้บังคับน้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็ได้ แก้ไขให้เลขาธิการ สมอ. เป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งผู้ตรวจสอบการทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือผู้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จากเดิมที่กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินการแต่งตั้งให้สามารถดำเนินการได้โดยรวดเร็วและคล่องตัวยิ่งขึ้น รวมทั้งแก้ไขรูปแบบการกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมต้องเป็นไปตามมาตรฐาน (มาตรฐานบังคับ) จากเดิมที่กำหนดให้ตราเป็น “พระราชกฤษฎีกา” เป็น ให้ออกเป็น “กฎกระทรวง” เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาในการจัดทำมาตรฐาน เพื่อให้สามารถคุ้มครองผู้บริโภคได้รวดเร็วยิ่งขึ้น              สำหรับบทลงโทษ ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยปรับปรุงให้สอดคล้องกันทั้งฉบับ รวมถึงการเปรียบเทียบคดี ให้เกิดความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การเพิ่มโทษปรับของผู้ทำและนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน (มาตรฐานบังคับ) โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก สมอ. จากเดิม จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และโทษสำหรับผู้จำหน่ายที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน (มาตรฐานบังคับ) โดยไม่แสดงเครื่องหมายมาตรฐาน จากเดิมจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับตั้งแต่ 5 พัน – 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็น จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นต้น   เลขาธิการ สมอ. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงบางส่วนของการแก้ไข พ.ร.บ. เท่านั้น ซึ่งหากผู้ประกอบการหรือผู้สนใจท่านใดต้องการทราบรายละเอียดของ พ.ร.บ. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 ฉบับแก้ไขล่าสุด สามารถติดตามได้ที่ www.tisi.go.th เมื่อ พ.ร.บ. มีผลใช้บังคับ (เมื่อพ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา) ซึ่ง สมอ. มีความคาดหวังว่าการแก้ไข พ.รบ. ครั้งนี้จะทำให้การกำกับดูแลการทำและนำเข้าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถควบคุมและป้องกันสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเข้าสู่ท้องตลาดได้อย่างทันท่วงที อันจะเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว และทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงทางการค้าของโลก และสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายให้ขับเคลื่อนไปได้อย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับกลไกการขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0     

อ่านต่อ...


Page 9 of 264