ข่าวประชาสัมพันธ์กระทรวงอุตสาหกรรม

สุริยะหารือสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน พร้อมร่วมมือลงทุนสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล ขับเคลื่อนนโยบายอุตฯ 4.0 และศก.หมุนเวียน เพื่อจูงใจการลงทุนในไทย

17 ธ.ค 2563

          กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ร่วมหารือคณะนักธุรกิจจากสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน     (US-ASEAN Business Council: USABC) พร้อมร่วมมือกับรัฐบาลไทยลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล มุ่งยกภาคอุตสาหกรรมเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 และสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อสร้างแรงจูงใจในการลงทุนในไทยต่อไป           นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า คณะนักธุรกิจจากสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน (US-ASEAN Business Council: USABC) นำโดยนายไมเคิล มิคาลัก รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการภูมิภาค สภาธุรกิจ USABC พร้อมด้วยนักธุรกิจชั้นนำของสหรัฐฯ  และผู้แทนจากบริษัท รวม 38 บริษัท ได้เข้าหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรมแบบกึ่งออนไลน์ โดยพร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนรัฐบาลไทยเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลและยกระดับอุตสาหกรรม 4.0 การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable development)  การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 อีกทั้งส่งเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ด้วยการใช้วัตถุดิบหมุนเวียนมากขึ้น            ทั้งนี้การยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 จำเป็นต้องสร้างปัจจัยแวดล้อมเพื่อรับรองการทำธุรกิจยุคดิจิทัล โดยรัฐบาลได้เดินหน้าเปิดประมูลคลื่น 5 จี และเร่งพัฒนาโครงข่าย 5G ในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยให้สามารถรองรับเทคโนโลยีดิจิทัลได้ ดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้ยกระดับการทำงานสู่ระบบออนไลน์ โดยได้ผลักดันการใช้ระบบฐานข้อมูล ประมวลผล และสนับสนุนอุตสาหกรรม (I-industry) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อให้เกิดการให้บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ (online service) อำนวยความสะดวกในการให้บริการกับผู้ประกอบการผ่านระบบดิจิทัล โดยจะเชื่อมข้อมูลจากหน่วยงานที่รับผิดชอบในแต่ละภาคส่วนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน ประกอบกับเพื่อเป็นการแก้ปัญหาทางด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เริ่มส่งผลกระทบต่อประชาชน รัฐบาลไทยมีนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เช่น การส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของไทย โดยส่งเสริมการผลิตยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (xEV) ในไทย รวมถึงสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยตามนโยบายรัฐบาล โดยมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างการผลิตที่คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการผลิต การบริโภค การจัดการของเสียและการนำวัตถุดิบกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงการใช้พลาสติกที่มีคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Biodegradable Plastic) ที่จะช่วยให้คุณภาพชีวิตคนไทยดีขึ้น           นายสุริยะ กล่าวว่า นอกจากนี้การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเป็นวงกว้าง ประเทศไทยได้พยายามควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างดีที่สุด และได้มีมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เช่น มาตรการเพื่อรักษาตำแหน่งงาน เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารแห่งประเทศไทย มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคครัวเรือน เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่องเห็นได้จากข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างต่อเนื่องในปี 2564 โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะนำข้อเสนอจากการหารือครั้งนี้ไปประยุกต์ใช้ในการยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยและพร้อมสนับสนุนเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจในไทยให้ดียิ่งขึ้นเพื่อเป็นแรงจูงใจในการลงทุนในไทยต่อไป    

อ่านต่อ...


ก.อุต ฯ จัดเตรียมจัดงาน OUTLET ของขวัญเพื่อประชาชน 22-25 ธ.ค. นี้

17 ธ.ค 2563

วันนี้ (17 ธันวาคม 2563) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการแถลงข่าว การจัดงาน OUTLET ของขวัญเพื่อประชาชน มหกรรมสินค้าราคาโรงงาน ซึ่งถือว่าเป็นของขวัญที่กระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งหวังที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ และเป็นการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 (COVID-19)  และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2564 นี้ด้วย โดยจะจัดขึ้นในช่วงวันที่ 22-25 ธันวาคมนี้ ซึ่งคาดว่าใน 4 วันนี้ คาดว่าในงานจะทำเงินสะพัดกว่า 50 ล้านบาทและในปี 2564 กระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินการจัดงานขยายไป ในส่วนภูมิภาค 76 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีนายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นางวรวรรณ ชิตอรุณ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมแถลงข่าว และมีผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรมร่วมเป็นเกียรติ ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 สปอ.    “งาน OUTLET ของขวัญเพื่อประชาชน มหกรรมสินค้าราคาโรงงาน แบ่งเป็น 7 โซน ได้แก่ โซนเครื่องใช้ไฟฟ้า /โซนสินค้าอุปโภคบริโภคจากอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ    โซนสินค้าอุปโภคบริโภคจากโรงงานและอุปกรณ์เกี่ยวกับรถยนต์ /โซนสินค้าจากนิคมอุตสาหกรรม /โซนสินค้า SME OTOP และ FOOD TRUCK /โซนสินค้าจากเครือสหพัฒน์ และโซนจำหน่ายรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า และยังมีน้ำตาลทรายกว่า 1.3 ตัน จากราคา 22 บาท มาจำหน่ายให้ประชาชนในราคาราคาพิเศษกิโลกรัมละ 18 บาท และในช่วงนาทีทองราคา เพียง 10 บาทเท่านั้น พร้อมทั้งยังมี บูธให้คำปรึกษาบริการสินเชื่อต่างๆ ให้คำปรึกษาเพื่อขอรับการรับรอง มอก. มผช และบริการ จดทะเบียนเครื่องจักรกลาง (งดเว้นค่าธรรมเนียม) การออกแบบผลิตภัณฑ์จากศูนย์ Thai-IDC อีกด้วย  

อ่านต่อ...


ปลัดฯ กอบชัย เป็นประธานเปิดการจัดแสดงผลงาน โครงการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรอุตสาหกรรม

17 ธ.ค 2563

วันนี้ (17 ธันวาคม 3563) นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดการจัดแสดงผลงานพร้อมมอบประกาศเกียรติคุณให้แก่สถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรอุตสาหกรรม และขับเคลื่อนศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาวิสาหกิจสู่ตลาด 4.0 (OPOAI + Mini ITC) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ของกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ โดยมี นายสหวัฒน์ โสภา ผู้ช่วยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะผู้บริหาร เข้าร่วม ณ บริเวณห้องโถง ชั้น 1 สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม   สำหรับโครงการ ดังกล่าวฯ จัดโดย สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด จากกลุ่มส่งเสริมประสิทธิภาพที่ 1 และ ที่2 ประกอบด้วย 12 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี สระบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งได้จัดทำโครงการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรอุตสาหกรรม และขับเคลื่อนศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาวิสาหกิจสู่ตลาด 4.0 (OPOAI + Mini ITC) ขึ้น เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของสถานประกอบการอุตสาหกรรมการเกษตร และพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ต้นแบบพร้อมแผนธุรกิจให้กับสถานประกอบการ SMEs โดยได้รับการอนุมัติช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ  

อ่านต่อ...


สุริยะ ปูพรมตรวจเข้มโรงงาน กทม.คุมค่ามาตรฐานฝุ่นภาคอุตสาหกรรม รับลูกรัฐบาลร่วมแก้วิกฤต PM2.5

17 ธ.ค 2563

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบและเร่งหามาตรการในการลดปัญหามลพิษอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะฝุ่นละออง PM2.5 ที่เป็นวิกฤตในขณะนี้ เพื่อลดความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคมตามนโยบายของรัฐบาล โดยให้มีการตรวจสอบและติดตามโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงปล่อยฝุ่น PM2.5  ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 5,480 โรงงาน รวมทั้งได้ส่งหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว กองวิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานลงพื้นที่ตรวจวัดคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไป  นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กล่าวว่า ได้จัดรถตรวจวัดคุณภาพอากาศเคลื่อนที่ ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 3 จุด ได้แก่จุดที่ 1 บริเวณพื้นที่วัดม่วง แขวงหลักสอง เขตบางแค จุดที่ 2 บริเวณบริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด แขวงยานนาวา เขตสาธร และจุดที่ 3 บริเวณฝ่ายโรงงานและอะไหล่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สำนักงานหนองจอก แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก ผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไป พบฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) โดยค่าที่วัดได้ไม่เกินค่ามาตรฐาน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร กรอ.ได้วางมาตรการระยะสั้น ด้วยการตรวจวัดคุณภาพอากาศจากปล่องระบายอย่างต่อเนื่องอัตโนมัติ (Continuous Emission Monitoring System : CEMS)  ซึ่งรายงานผลแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเชื่อมโยงข้อมูลออนไลน์มาที่ กรอ. ในเขตกรุงเทพมหานครมีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ติดตั้งเครื่องดังกล่าว จำนวน 4 โรงงาน 15 ปล่อง ซึ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมันใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ ไม่มีปัญหาเรื่องฝุ่นละออง  และเตาเผาขยะหนองแขม ใช้ขยะชุมชนเป็นเชื้อเพลิง ผลการตรวจวัดฝุ่นรวม (TSP) อยู่ในช่วง 7.3 - 13.1 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ไม่เกินมาตรฐาน (ค่ามาตรฐาน 320 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) โดยวางมาตรการระยะยาวมีแผนปรับปรุงกฎหมาย  ที่เกี่ยวข้องในการตรวจวัดมลพิษทางอากาศระยะไกล ซึ่งเดิมกำหนดให้ติดตั้งและส่งข้อมูลเฉพาะโรงงานที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดระยองให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าประกาศใช้ได้ภายในปี 2564 ทั้งนี้ได้มีมาตรการบรรเทาสถานการณ์ฝุ่นละอองอย่างเร่งด่วน ดังนี้ 1) ขอความร่วมมือผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมลดกิจกรรมที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองลง 2) ควบคุมการระบายมลพิษอากาศให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม พ.ศ. 2549 3) ขอความร่วมมือโรงงานติดตั้งเครื่องมือหรืออุปกรณ์พิเศษเพื่อตรวจสอบคุณภาพอากาศจากปล่องแบบอัตโนมัติ  และเชื่อมต่อข้อมูลแบบออนไลน์รายงานคุณภาพอากาศมายังกรมโรงงานอุตสาหกรรม 4) ตรวจสอบและเฝ้าระวังโรงงานที่มีเคยมีปัญหาร้องเรียนซ้ำซากด้านฝุ่นละออง โดยกำหนดเป็นแผนดำเนินงานประจำปีงบประมาณ 2564  5) กำกับดูแลให้โรงงานตรวจสอบระบบบำบัดอากาศให้มีประสิทธิภาพ 6) ส่งเสริมให้โรงงานใช้เทคโนโลยีสะอาด ให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคในการปรับปรุงกระบวนการเพื่อลดมลพิษที่ต้นทาง (แหล่งกำเนิด) นายประกอบ กล่าวว่า ที่ผ่านมา กรอ.ได้มีการจัดทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้สำหรับหม้อน้ำและหม้อต้มที่ใช้ของเหลวเป็นสื่อนำความร้อนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานและลดฝุ่นละออง PM2.5 ของโรงงานในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งการปรับแต่งการเผาไหม้นอกจากจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแล้วยังช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองแก่โรงงานอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการเป็นอย่างดี ขณะเดียวกันได้กำชับให้โรงงานดำเนินการตรวจสอบและซ่อมบำรุงการเผาไหม้เชื้อเพลิงของหม้อน้ำให้เผาไหม้อย่างสมบูรณ์ และออกมาตรการต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เพื่อผลักดันให้โรงงานอุตสาหกรรมลดการปล่อยมลพิษรวมถึงฝุ่น PM2.5 ให้เหลือน้อยที่สุดหรือเป็นศูนย์ เพื่อให้พี่น้องประชาชนอยู่ร่วมกันกับโรงงานอุตสาหกรรมได้อย่างยั่งยืน  

อ่านต่อ...


ปลัดฯ กอบชัย ลงพื้นที่ จ.ระยอง เยี่ยมชมโรงงานผลิตกรดแล็คติกและเป็นผู้นำพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้

16 ธ.ค 2563

ระยอง : วันนี้ (16 ธันวาคม 2563) นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะลงพื้นที่เยี่ยมชมบริษัท พูแรค (ประเทศไทย) จำกัด อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ผู้ผลิตกรดแล็คติกรายใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีกำลังการผลิตกว่า 160,000 ตัน ต่อปี โดยมีนายสหวัฒน์ โสภา ผู้ช่วยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายกิติกร สุขสม รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ร่วมลงพื้นที่ และมี Mr.Simon Goldney Plant Director Mr.Sander van der Linden Site Director ให้การต้อนรับ   สำหรับการผลิตกรดแล็คติกจะใช้วัตถุดิบหลักคือ น้ำตาลในประเทศ จำนวนกว่า 150,000 - 180,000 ตัน โดยภายในปี 2568 จะมีการผลิตเพิ่มขึ้นกว่า 320,000 ตัน เฉลี่ยแต่ละปีใช้น้ำตาลมากกว่า 185,000 ตัน ซึ่งการผลิตกรดแล็คติกในประเทศไทยจะกระตุ้นให้มีการซื้อวัตถุดิบ (น้ำตาลและแป้งมันสำปะหลัง) ในประเทศไทย เกิดการสร้างงานให้แก่เกษตรกร มีการให้ความรู้ และฝึกอบรมพนักงานคนไทยให้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีชีวเคมี เกิดการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศจากการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศกว่า 95% คิดเป็นมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังนำกรดแล็คติกไปผ่านขบวนการสกัดเพื่อผลิตไบโอพลาสติกกว่า 50,000 - 100,000 ตันต่อปี ทำให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้   การผลิตกรดแล็คติกในประเทศไทยจะเป็นชนิดแอลบวกชนิดเดียวกันกับที่พบอยู่ในร่างกายของมนุษย์ ซึ่งเกิดจากการสร้างพลังงานของกล้ามเนื้อ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจ กรดแล็คติกของบริษัทพูแรคเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากธรรมชาติ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตขึ้นจากการหมักน้ำตาลจากอ้อยหรือน้ำตาลจากแป้งมันสำปะหลัง มีกลิ่นหอมของกรดอ่อนๆ ซึ่งถูกนำไปใช้ในหลากหลายผลิตภัณฑ์ เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป เช่น  เนื้อสัตว์ เนื้อไก่ น้ำสลัด เครื่องดื่ม ผักผลไม้ดอง และขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ เพื่อปรับค่าความเป็นกรดด่าง ถนอมอาหาร และ การเพิ่มรสชาติอาหาร ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์ ใช้เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ผลิตภัณฑ์ยา ใช้เป็นสารปรุงแต่งในการผลิตยา ผลิตตัวทำละลาย (โซเวนท์) ธรรมชาติซึ่งเป็นเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้เป็นสารทำความสะอาด และ เป็นสารเคมีภัณฑ์อื่นๆ  

อ่านต่อ...


รมว.สุริยะ ให้ประธานหอการค้าเยอรมัน-ไทย และคณะเข้าพบ

16 ธ.ค 2563

วันนี้ (15 ธ.ค. 63) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ นายอันเดรอาส ริชเตอร์ ประธานหอการค้าเยอรมัน-ไทย และคณะเข้าพบ เพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การดำเนินงาน และกิจกรรมของหอการค้าเยอรมัน-ไทย โดยมีนางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมด้วย ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 สปอ.  

อ่านต่อ...


ก.อุตฯ ชู “โครงการจิตอาสารักษ์แม่น้ำ” ป้องกันและแก้ปัญหาน้ำเสียดึงโรงงานใหญ่ร่วมขับเคลื่อน 15 ลำน้ำ ในปี 64

15 ธ.ค 2563

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงฯ เตรียมนำเสนอโครงการจิตอาสารักษ์แม่น้ำเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10) ต่อศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน (ศอญ.จอส.พระราชทาน) ซึ่งมอบหมายให้กระทรวงฯ ดำเนินการขยายผลการพัฒนาลุ่มน้ำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยในปี พ.ศ. 2564 กระทรวงฯ จะขับเคลื่อนโครงการจิตอาสาเกี่ยวกับการพัฒนาลุ่มน้ำในพื้นที่ 17 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุม 5 คลองและ 10 แม่น้ำสายหลัก แต่ละโครงการเน้นการป้องกันและแก้ปัญหาน้ำเสียของพื้นที่ รวมทั้งปรับภูมิทัศน์บริเวณโดยรอบ โดยจะประสานขอความร่วมมืออุตสาหกรรมรายใหญ่ช่วยเป็นแกนหลัก เช่น เอสซีจี ปตท.จีซี เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นต้น พร้อมทำกิจกรรมจิตอาสาร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้นำชุมชนและประชาชนจิตอาสา ส่วนราชการระดับจังหวัดและท้องถิ่น คาดว่าตลอดทั้งปีจะมีจิตอาสาเข้าร่วมกิจกรรมฯ มากกว่า 5,000 คน และเมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงฯ ยังส่งเครื่องพ่นหมอกไอน้ำ จำนวน 15 ชุด พร้อมเครื่องกำจัดมลพิษทางอากาศ PM 2.5 และ PM 10 รวม 2 เครื่อง ไปช่วยแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กในจังหวัดเชียงรายอีกด้วย และขณะนี้ กระทรวงฯ อยู่ระหว่างการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำโครงการเศรษฐกิจหมุนเวียน “BCG Model” นำร่องในจังหวัดสมุทรปราการ โดยมีแผนที่จะต่อยอดการจัดการขยะอินทรีย์ที่เน่าเสียและย่อยสลายได้ เช่น จากถังดักไขมันที่กระทรวงฯ แจกจ่ายให้กับประชาชนที่อยู่บริเวณโดยรอบลำน้ำ มาสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น เป็นปุ๋ยหมักชีวภาพและน้ำมันดิบ เป็นต้น นางวรวรรณ ชิตอรุณ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสากระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า “โครงการจิตอาสารักษ์แม่น้ำฯ ปีนี้จะขยายพื้นที่จากกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นดำเนินการในจังหวัดต่าง ๆ โดยกระทรวงฯ ได้จัดทำแผนตรวจคุณภาพน้ำอย่างเข้มข้น โดยให้เจ้าหน้าที่ติดตามเฝ้าระวังโรงงานตามแผนฯ เพื่อไม่ให้โรงงานระบายน้ำเกินกว่าค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด และเพิ่มจุดตรวจวัดคุณภาพน้ำจาก 5 ตัวอย่าง เป็นกว่า 10 - 100 ตัวอย่าง รวมทั้งแก้ไขปัญหาของพื้นที่เชิงลึก ตัวอย่างที่น่าสนใจ (Highlight) เช่น 1. การพัฒนานวัตกรรม กังหันน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ตาข่ายดักขยะ ในคลองแสนแสบกรุงเทพฯ การติดตั้งทุ่นดักขยะลอยน้ำและเครื่องบำบัดน้ำเสียชุมชนในคลองเปรมประชากร การพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียแก่โรงพยาบาลน้ำพอง จ.ขอนแก่น 2. การสร้างระบบบริหารจัดการ เช่น จัดจุดรวมน้ำมันใช้แล้วจากเรือประมงขนาดเล็กและประสานโรงงานมารับซื้อในลุ่มน้ำปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ การปลูกต้นไม้และเสริมแนวคันกั้นน้ำให้รองรับมวลน้ำที่มากขึ้น ในแม่น้ำชี จ.ร้อยเอ็ด การตั้งจุดทิ้งขยะพลาสติกในสถานที่ราชการและโรงงานขนาดเล็ก เพื่อเข้าสู่การรีไซเคิล รวมทั้งการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ (Upcycling) เช่น เสื้อ จีวรพระ ฯลฯ ใน จ.สมุทรปราการ 3. การพัฒนาองค์ความรู้ สอดแทรกในกิจกรรมแข่งขันพายเรือ/ว่ายน้ำ ในทะเลสาบสงขลา การอบรมเครือข่ายพัฒนาลุ่มน้ำต่างๆ การจัดการผักตบชวาแบบยั่งยืนในแม่น้ำกวง จ.ลำพูน และ 4. การปรับปรุงภูมิทัศน์ เก็บขยะ กำจัดวัชพืช ซึ่งแทรกอยู่ในกิจกรรมของการพัฒนา เพื่อให้โรงงานและชุมชนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขและยั่งยืน ตลอดจนได้เชื่อมโยงการจัดกิจกรรมจิตอาสากับประชาชนจิตอาสาและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถตอบสนองยุทธศาสตร์และตัวชี้วัดของเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco town) ของกระทรวงฯ ได้อีกด้วย” นางวรวรรณ กล่าว สำหรับโครงการจิตอาสารักษ์แม่น้ำของกระทรวงอุตสาหกรรม ตั้งอยู่บนพื้นฐานภารกิจการกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรมให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมต้นแบบ ควบคู่ไปกับการมีส่วนร่วม และมีแผนดำเนินการในพื้นที่ 15 คลอง/ลุ่มน้ำ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร คลองแสนแสบ คลองเปรมประชากร สมุทรปราการ คลองขุดเจ้าเมือง สมุทรสาคร คลองสี่วาพาสวัสดิ์ ลำพูน แม่น้ำกวง นครสวรรค์ ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา อยุธยา แม่น้ำป่าสัก ปทุมธานี แม่น้ำเจ้าพระยา ฉะเชิงเทรา แม่น้ำบางปะกง ประจวบคีรีขันธ์ ลุ่มน้ำปราณบุรี ขอนแก่น แม่น้ำพอง ร้อยเอ็ด แม่น้ำชี นครราชสีมา และบุรีรัมย์ แม่น้ำมูล สุราษฎร์ธานี ลุ่มน้ำตาปี และ สงขลา5 คลองสาขาของลุ่มทะเลสาบสงขลา  นอกจากนี้ 15 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม ยังร่วมจัดกิจกรรมจิตอาสาอีก 22 กิจกรรมย่อย แบ่งเป็นกิจกรรมการรับมือภัยพิบัติ จำนวน 2 กิจกรรม และกิจกรรมพัฒนาด้านต่างๆ จำนวน 20 กิจกรรมโดยเกี่ยวข้องกับสาธารณสุข คุณภาพชีวิต การให้ความรู้ และสิ่งแวดล้อม  

อ่านต่อ...


รัฐมนตรีฯ สุริยะ ร่วมคณะรัฐมนตรีเยี่ยมชมสถานีกลางบางซื่อและโครงการระบบรถไฟฟ้าชานเมือง(สายสีแดง)

15 ธ.ค 2563

วันนี้ (15 ธันวาคม 2563) 14.00 น. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมคณะนายกรัฐมนตรี พลเอก นายประยุทธ์  จันทร์โอชา  คณะรัฐมนตรี  เยี่ยมชมสถานีกลางบางซื่อและโครงการระบบรถไฟฟ้าชานเมือง (สายสีแดง)  ณ สถานีกลางบางซื่อ ถนนกำแพงเพชร เขตจตุจักร กทม.  

อ่านต่อ...


รองปลัดวรวรรณฯ เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนการดำเนินงานตามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการสร้างและพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยายยนต์สมัยใหม่

15 ธ.ค 2563

วันนี้ (15 ธันวาคม 2563)   เวลา 13.30 น.  นางวรวรรณ ชิตอรุณ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนการดำเนินงานตามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการสร้างและพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยายยนต์สมัยใหม่ และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ครั้งที่ 1/2563  โดยมี คณะทำงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องชุณหะวัณ ชั้น 3 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม    

อ่านต่อ...


ก.อุตฯ ผนึกกำลัง จับมือพันธมิตร 3 หน่วยงาน ลงนามข้อตกลงความร่วมมือการรับรองระบบงานไทยด้วยเครือข่าย Single platform

15 ธ.ค 2563

วันนี้ ( 15 ธันวาคม 2563) เวลา 10.00 น. นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานสักขีพยานในพิธีลงนาม ข้อตกลงความร่วมมือ การรับรองระบบงานในประเทศไทยแบบเครือข่าย Sigle platform ประกอบไปด้วย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กรมวิทยาศาสตร์บริการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้า และบริการตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ อุตสาหกรรมเป้าหมาย และแผนปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งเชื่อมโยงฐานข้อมูลของทั้ง 3 หน่วยงาน สามารถเข้าถึงข้อมูลและนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ร่วมกัน ณ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ กรุงเทพฯ  

อ่านต่อ...


Page 5 of 354