ข่าวประชาสัมพันธ์กระทรวงอุตสาหกรรม

ก.อุตฯ ร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา (28 กรกฎาคม 2562)

27 มิ.ย 2562

  วันนี้ (27 มิถุนายน 2562) นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา (28 กรกฎาคม 2562) ณ ห้องส่งสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) ถนนวิภาวดีรังสิต  

อ่านต่อ...


ปลัดฯ พสุ เป็นประธานเปิดงานฟาส์ต ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2019

26 มิ.ย 2562

กรุงเทพ : วันนี้ (26 มิถุนายน 2562) นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม  เป็นประธานเปิดงาน  ฟาส์ต ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2019  ครั้งที่ 8   โดยมี นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ประธานจัดงานฯ กล่าวรายงานและพาเยี่ยมชมงาน ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ฟาส์ต ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2019 (FAST Auto Show Thailand 2019) งานมหกรรมจำหน่ายรถยนต์ ทั้งรถยนต์ใหม่ป้ายแดง รถยนต์ไฮบริด รถพลังงานไฟฟ้าจากผู้จำหน่ายรถยนต์ชั้นนำ รถยนต์ใช้แล้วคุณภาพดีที่ผ่านการคัดเลือกจากทีมผู้เชี่ยวชาญและอุปกรณ์ยานยนต์ ภายใต้สโลแกน “เลือกคันที่ชอบ ถอยคันที่ใช่” เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย พร้อมรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ส่งเสริมตลาดรถยนต์เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุดในการซื้อรถยนต์  นายพสุฯ กล่าวว่า ในปี 2562 อุตสาหกรรมยานยนต์จะกลับมาเติบโตอีกครั้ง และคาดว่าจะมียอดจำหน่ายรถยนต์ทุกประเภทภายในประเทศเพิ่มขึ้น จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ในปี 2561  มีปริมาณการผลิตรถยนต์กว่า  2.1 ล้านคัน  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 ซึ่งมีปริมาณการผลิตรถยนต์ 1,988,823 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.59  และประมาณการอุตสาหกรรมรถยนต์ในปี 2562 คาดว่าจะมีการผลิตรถยนต์ประมาณ 2.2 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2561 ร้อยละ 4.76 โดยมีการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศประมาณ 1,050,000 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.00 และส่งออกรถยนต์ประมาณ 1,150,000 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.55 ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือ S-Curve ที่ทางภาครัฐได้มีมาตรการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องและผลักดันให้เติบโตมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง   #กระทรวงอุตสาหกรรม #งานฟาส์ตออโตโชว์ไทยแลนด์2019 #อุตสาหกรรมยานยนต์

อ่านต่อ...


หัวหน้าผู้ตรวจฯ เป็นประธานการประชุมเพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการความร่วมมือในการดำเนินโครงการสาธิตการรีไซเคิลซากรถยนต์ ที่หมดอายุใช้งานในประเทศไทยโดยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

26 มิ.ย 2562

วันที่ 24 มิถุนายน 2562 นายจุลพงษ์ ทวีศรี หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมเพื่อติดตามความก้าวหน้าของโครงการความร่วมมือในการดำเนินโครงการสาธิตการรีไซเคิลซากรถยนต์ (End of Life Vehicles - ELV) ที่หมดอายุใช้งานในประเทศไทยโดยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ณ ห้องประชุม 301 การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ โดยมีนายธาดา สุนทรพันธุ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย Mr.SATOSHI FUJIGAKI Director General, Environment Department NEDO ประเทศญี่ปุ่น และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม   โครงการความร่วมมือในการดำเนินโครงการสาธิตการรีไซเคิลซากรถยนต์ (End of Life Vehicles - ELV) ที่หมดอายุใช้งานในประเทศไทยโดยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมในการติดตั้งเครื่องจักรเพื่อดำเนินงานโรงงานสาธิต ณ บริษัท กรีน เมทัลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 3 จังหวัดชลบุรี โดยโครงการดังกล่าวจะแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2564 ซึ่งจะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการกำจัดซากรถยนต์อย่างเหมาะสม มีความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ของเสียที่เกิดจากแยกชิ้นส่วนจะถูกนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี ณ ศูนย์กำจัดบำบัดของเสียอันตรายที่ได้รับอนุญาต  

อ่านต่อ...


สมอ. ลุยต่อถึงคิวเชือดร้านค้าออนไลน์ ยึดอายัดสินค้าไม่ได้มาตรฐานเตรียมส่งขายกว่า 34,000 ชิ้น มูลค่าร่วม 20 ล้านบาท

25 มิ.ย 2562

  สมอ. เข้าตรวจสอบแหล่งกระจายสินค้าของร้านค้าออนไลน์ ย่านถนนพระรามที่ 2 บางขุนเทียน กทม. และลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี หลังทราบเบาะแสมีการขายสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ตรวจสอบพบสินค้าไม่ได้มาตรฐานกว่า 34,000 ชิ้น มูลค่าร่วม 20 ล้านบาท   นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า สมอ. ส่งทีม เฉพาะกิจเข้าตรวจสอบแหล่งกระจายสินค้าของร้านค้าออนไลน์ 2 แห่ง ในพื้นที่ถนนพระรามที่ 2 บางขุนเทียน กทม. และลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี หลังสืบทราบเบาะแสว่ามีการจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมาย จึงส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ พบว่า มีสินค้าที่รอการจัดส่งให้ลูกค้าจำนวนมาก และหลายรายการเป็นมาตรฐานบังคับต้องแสดงเครื่องหมายมาตรฐาน ได้แก่ ของเล่น สีเทียน ฝักบัวอาบน้ำ ผงซักฟอก และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เตาปิ้งย่าง ไดร์เป่าผม เครื่องม้วนผม เครื่องหนีบผม ปลั๊กพ่วง โคมไฟดักยุง พัดลม หลอดไฟแอลอีดี เป็นต้น แต่จากการตรวจสอบพบว่าเป็นสินค้าที่ไม่แสดงเครื่องหมายมาตรฐานหรือแสดงไม่ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมาย สมอ. โดยแบ่งเป็น   - เครื่องใช้ไฟฟ้า จำนวนกว่า 14,000 ชิ้น มูลค่าประมาณ 16,300,000 บาท - ของเล่น จำนวนกว่า 10,000 ชิ้น มูลค่าประมาณ 2,500,000 บาท - สีเทียน 6,400 ชิ้น มูลค่าประมาณ 1,280,000 - ผงซักฟอก 3,000 ชิ้น มูลค่าประมาณ 300,000 บาท - ฝักบัวอาบน้ำ จำนวนกว่า 700 ชิ้น มูลค่าประมาณ 70,000 บาท   รวมจำนวนสินค้าทั้งหมดกว่า 34,000 ชิ้น มูลค่าร่วม 20 ล้านบาท จึงดำเนินการยึดอายัดไว้ทั้งหมดเพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป พร้อมกับแจ้งผู้ครอบครองสินค้าดังกล่าว ห้ามเคลื่อนย้ายสินค้าโดยเด็ดขาด ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่จะจำหน่ายสินค้าดังกล่าวจะต้องจำหน่ายเฉพาะสินค้าที่มีเครื่องหมายมาตรฐานบังคับเท่านั้น หากฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเมื่อ พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2562) มีผลบังคับใช้ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 โทษสำหรับผู้จำหน่ายจะเพิ่มสูงขึ้นเป็นจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ   เลขาธิการ สมอ. กล่าวย้ำเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีผู้จำหน่ายสินค้าออนไลน์ที่เป็นสินค้ามาตรฐานบังคับอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและของเล่น ซึ่งต้องมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค จึงขอแนะนำไปยังผู้บริโภคให้เลือกซื้อสินค้าที่มีเครื่องหมายมาตรฐานทุกครั้ง ที่ผ่านมา สมอ. ได้เชิญร้านค้าออนไลน์กว่า 50 ราย มาประชุมชี้แจงทำความเข้าใจถึงวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องในการขายสินค้าที่เป็นมาตรฐานบังคับแล้ว ดังนั้นสมอ. จะเข้มงวดในการตรวจการจำหน่ายของร้านค้าออนไลน์ให้เป็นไปตามกฎหมาย หากพบการกระทำความผิดก็จะดำเนินคดีกับร้านค้าทุกรายอย่างเข้มงวดต่อไป  

อ่านต่อ...


“ปลัดพสุ”เผยนวัตกรรมใหม่ใช้ล้างแยกเศษหินเครื่องแรกของประเทศ ยันพร้อมหนุนทุกโรงโม่หินให้ติดตั้ง พร้อมรองรับ Infrastructure ตามโครงการพัฒนา EEC

24 มิ.ย 2562

            กรุงเทพฯ 24 มิถุนายน 2562 – ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เผยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ “เครื่องล้างและแยกหิน (Classifition Plant)แห่งแรกของประเทศ ซึ่งเป็นการนำหินฝุ่นและเศษหินจากการทำเหมืองมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก พร้อมหนุนให้โรงโม่หินในไทยกว่า 300 แห่งดำเนินการ สอดรับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)ขณะเดียวกันยังสามารถนำเศษหินดังกล่าวมารองรับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ได้อีกด้วย           นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการเยี่ยมชมเครื่องล้างแยกเศษหิน (Classifition Plant) ของบริษัท เทพศิลาอุตสาหกรรม จังหวัดชลบุรี ว่า โรงงานดังกล่าวได้นำเทคโนโลยีการล้างแยกหินสมัยใหม่เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต โดยติดตั้งเครื่องล้างแยกเศษหินเพื่อนำฝุ่นขนาด 0-5 มิลลิเมตร และหินคลุก ขนาด 0-32  มิลลิเมตร ซึ่งเป็นเศษหินจากกระบวนการทำเหมืองและการบดย่อยหินที่ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดในประเทศ และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำมาทำการล้างผลิตเป็นทราย (Manufactured Sand) ทดแทน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศษหินที่เป็นวัสดุเหลือใช้ทิ้งในปัจจุบัน โดยสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมดและไม่เหลือทิ้งไว้ (Zero Watse) เพื่อทดแทนทรายธรรมชาติได้ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์           “สิ่งหนึ่งที่ได้จากการดำเนินการของเครื่องดังกล่าวที่นอกจากนำวัสดุเหลือทิ้งที่ไม่มีมูลค่า มาทำให้เกิดมูลค่าสูงแล้ว ก็คือ ทรายที่ได้จากการดำเนินการจะสามารถนำมาทดแทนทรายธรรมชาติได้ 100% และจะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากน้ำที่นำมาใช้ในกระบวนการล้างสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ทั้งหมด ขณะเดียวกันยังสามารถนำเศษหินดังกล่าวมารองรับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ได้ ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างสู่การผลิตแบบหมุนเวียน ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ”นายพสุ กล่าว           ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปิดท้ายว่า สำหรับเครื่องล้างแยกเศษหิน (Classifition Plant) ของบริษัท เทพศิลาอุตสาหกรรม จังหวัดชลบุรี ถือเป็นโรงงานแห่งแรกของประเทศไทยที่นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ ซึ่งหากโรงงาน หรือโรงโม่หิน ในประเทศไทยอีกกว่า 300 แห่ง สามารถที่จะดำเนินการในแนวทางที่สอดรับกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เช่นนี้ก็จะดียิ่ง เพราะจะช่วยลดปัญหาในด้านของเหลือทิ้ง และนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโรงงานของตนเองแล้ว ยังช่วยในเครื่องของการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากระบบ Classifition Plant มีการนำน้ำที่ใช้ในระบบทั้งหมดมาทำการรีไซเคิลกลับมาใช้ได้อีก โดยไม่ก่อให้เกิดมลภาวะต่สิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด --------------------------------------------

อ่านต่อ...


บอร์ด สมอ. เห็นชอบให้เหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็นเคลือบอะลูมิเนียมผสมสังกะสีเป็นมาตรฐานบังคับเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค

24 มิ.ย 2562

  สมอ. ผลักดันมาตรฐานเหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็นเคลือบอะลูมิเนียม 55% ผสมสังกะสี โดยกรรมวิธีจุ่มร้อนแบบต่อเนื่องเป็นมาตรฐานบังคับ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค   นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เปิดเผยว่าเหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็นเคลือบอะลูมิเนียม 55% ผสมสังกะสี โดยกรรมวิธีจุ่มร้อนแบบต่อเนื่อง เป็นวัตถุดิบสำคัญที่นำไปใช้ทำผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องหลากหลายประเภท ทั้งผลิตภัณฑ์สำหรับงานก่อสร้าง งานอุตสาหกรรม เช่น หลังคา ผนัง และส่วนประกอบของเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น ตัวถังภายนอกของตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ ปัจจุบันพบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีนำเข้ามาจำหน่ายในท้องตลาดในราคาถูก มีคุณภาพต่ำ คุณสมบัติความหนา ความกว้าง ความยาว และความหนาของชั้นเคลือบไม่ตรงตามที่ระบุในฉลาก ทำให้เกิดผลเสียหายและความปลอดภัยต่อผู้ใช้   สมอ. จึงได้ผลักดันมาตรฐาน มอก.2228-2559 มาตรฐานเหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็นเคลือบอะลูมิเนียม 55% ผสมสังกะสี โดยกรรมวิธีจุ่มร้อนแบบต่อเนื่องเป็นมาตรฐานบังคับ เพื่อควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานทั้งผู้ทำในประเทศและผู้นำเข้าทุกราย นอกจากนี้ยังสามารถสร้างความมั่นใจในคุณภาพให้กับผู้ใช้ผลิตภัณฑ์และผู้ทำผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจาก มอก.2228-2559 ทุกๆ ผลิตภัณฑ์มากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือความคุ้มค่าในการใช้ผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องของผู้บริโภค โดยคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ได้มีมติเห็นชอบให้กำหนดเป็นมาตรฐานบังคับ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2562 และ สมอ. จะดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อประกาศเป็นมาตรฐานบังคับต่อไป จึงขอให้ผู้ประกอบการทั้งผู้ทำและผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เตรียมความพร้อมก่อนที่ สมอ. จะประกาศเป็นมาตรฐานบังคับต่อไป   นอกจาก กมอ. จะเห็นชอบมาตรฐานเหล็กกล้าทรงแบนรีดเย็นเคลือบอะลูมิเนียม 55% ผสมสังกะสีโดย กรรมวิธีจุ่มร้อนแบบต่อเนื่องเป็นมาตรฐานบังคับแล้ว ยังเห็นชอบให้มาตรฐานขั้วรับหลอดฟลูออเรสเซนซ์และขั้วรับสตาร์ตเตอร์ มอก.344-25xx และมาตรฐานหลอดแอลอีดีมีบัลลาสต์ในตัวสำหรับการให้แสงสว่างทั่วไปด้วยแรงดันไฟฟ้ามากกว่า 50 V มอก.2780-25xx เป็นมาตรฐานบังคับ และเห็นชอบร่างมาตรฐานใหม่ อีก 11 เรื่อง อาทิ เครื่องจักรกลไฟฟ้าชนิดหมุน ยางล้อแบบสูบลมหล่อดอกซ้ำสำหรับยานยนต์และส่วนพ่วง พอลิเมอร์เสริมเส้นใย สำหรับงานโครงสร้างคอนกรีตไม่อัดแรง และเหล็กกล้าทรงแบนเคลือบสังกะสีผสมอะลูมิเนียม 5% ถึง 13% และแมกนีเซียม 2% ถึง 4% โดยวิธีจุ่มร้อน เป็นต้น   ปัจจุบัน สมอ. ประกาศให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมต้องเป็นไปตามมาตรฐาน หรือมาตรฐานบังคับ จำนวน 115 มาตรฐาน เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัยจากการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว หากผู้บริโภคและผู้ประกอบการต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ สมอ. 0 2202 3518 , 0 2202 3429 หรือติดตามข่าวสารด้านการมาตรฐานได้ที่ www.tisi.go.th และ www.facebook.com/tisiofficial  

อ่านต่อ...


รองปลัด สุรพล นำทีมวิศวกร สถาปนิก นายช่างอาสาจากมูลนิธิช่างไทยใจอาสา ตรวจศาสนสถาน ตามโครงการ “จิตอาสาพิทักษ์ศาสนสถาน” จ.อยุธยา

21 มิ.ย 2562

วันนี้ (21 มิถุนายน 2562) เวลา 16.00 น. นายสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้อำนวยการศูนย์จิตอาสากระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยนางเบญจมาพร เอกฉัตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสมพล โนดไธสง รองเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายและคณะนำทีมวิศวกร สถาปนิก นายช่างอาสาจากมูลนิธิช่างไทยใจอาสา และทีมวิศวกรไฟฟ้าจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ตรวจระบบไฟฟ้าเพื่อป้องกัน อันตรายจากการใช้กระแสไฟฟ้า เพื่อเป็นการลดอัตราความเสี่ยงการเกิดไฟฟ้าลัดวงจรและอัคคีภัย และตรวจโครงสร้างอาคารภายในวัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร และวัดพนัญเชิงวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามโครงการ “จิตอาสาพิทักษ์ศาสนสถาน” เฉลิมพระเกียรติเนื่องในปีมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2562 โดยมีนายประเสริฐ โฆษิตพิรุณ อุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและคณะเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ #กระทรวงอุตสาหกรรม #จิตอาสาพิทักษ์ศาสนสถาน #จิตอาสากระทรวงอุตสาหกรรม

อ่านต่อ...


ก.อุตฯจับมือสอศ. และมูลนิธินายช่างไทยฯตรวจความปลอดภัยศาสนสถาน ตามโครงการ“จิตอาสาพิทักษ์ศาสนสถาน”

21 มิ.ย 2562

กรุงเทพฯ 21 มิถุนายน 2562 - กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอส.) มูลนิธินายช่างไทยใจอาสา ร่วมตรวจศาสนสถาน ดึงวิศวกร สถาปนิก นายช่างอาสา ร่วมกว่า 2 พันราย ประเมินความปลอดภัยทางโครงสร้าง พัฒนาแบบตรวจประเมินความปลอดภัยระบบไฟฟ้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Checklist) พร้อมเร่งสร้างถังดักไขมัน 2,500 ชุด กระจายกำลังติดตั้งให้กับวัดและชุมชมก่อนปล่อยน้ำทิ้ง ลงสู่คลองหรือแหล่งน้ำสาธารณะ   นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ว่าด้วยการดำเนินโครงการ“จิตอาสาพิทักษ์ศาสนสถาน”เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และ มูลนิธินายช่างไทยใจอาสา ว่า ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานโครงการจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชดำริ “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ดำเนินโครงการ“จิตอาสาพิทักษ์ ศาสนสถาน” โดยเน้นตรวจประเมินและให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าแก่ศาสนสถานที่สำคัญ (วัด พระอารามหลวง มัสยิด โบสถ์คริสต์) จำนวน 5,313 แห่งทั่วประเทศ หรือจังหวัดละประมาณ 69 แห่ง    “การจัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมมือจะทำให้โครงการฯ มีการขับเคลื่อนที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น ทั้งการระดมจิตอาสาที่มีความเชี่ยวชาญจากมูลนิธิฯ การตรวจสอบความปลอดภัยโครงสร้างงานสถาปัตยกรรม เช่น รอยแตก/ร้าว มีจุดใด ที่ต้องซ่อมแซมเร่งด่วน การปรับปรุงแบบรายงานการตรวจประเมินความปลอดภัยระบบ ไฟฟ้าทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะมีประโยชน์ในการจัดเก็บข้อมูลและติดตามผลในอนาคตเพื่อใช้งานร่วมกัน ส่วนสำนักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้สนับสนุนด้วยการระดมนักเรียนอาชีวะร่วมกันผลิตถังดักไขมันอย่างง่าย จำนวน 2,500 ชุด และจะช่วยติดตั้งให้กับศาสนสถานและบ้านเรือนริมคลองเปรมประชากรในช่วงปลายกรกฎาคมนี้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2562”นายพสุ กล่าว   นายสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในฐานะผู้อำนวยการศูนย์จิตอาสากระทรวง อุตสาหกรรม ว่า โครงการจิตอาสาพิทักษ์ศาสนสถาน ได้ดำเนินการตรวจประเมินความปลอดภัยระบบไฟฟ้าให้กับศาสนสถานแล้ว 149 แห่ง มีจิตอาสาเข้าร่วมแล้ว 1,500 ราย โดยได้ให้คำปรึกษาแนะนำในเบื้องต้นและจัดส่งแบบรายงานการตรวจประเมินความปลอดภัยระบบไฟฟ้าตามไป และที่ผ่านมาศูนย์อำนวยการจิตอาสากระทรวงอุตสาหกรรม ได้ร่วมมือใกล้ชิดกับศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน 904 และได้รับความชื่นชมว่า มีโครงสร้างการทำงานที่ชัดเจนและแตกต่าง เช่น การจัดทำเครื่องพ่นหมอกไอน้ำ จำนวน 500 เครื่อง เพื่อลด ความร้อนแก่ประชาชนในเส้นทางรับเสด็จฯ เครื่องขจัดมลพิษทางอากาศ รุ่นที่ 1 จำนวน 10 เครื่อง ติดตั้งในโรงพยาบาลรัฐ เครื่องขจัดมลพิษทางอากาศ รุ่นที่ 2 จำนวน 10 เครื่อง ติดตั้งในพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น และล่าสุดได้จัดทำโครงการคลองสวยน้ำใส ชุมชนร่วมใจถังดักไขมัน โดยได้ทำการผลิตถังดักไขมันอย่างง่าย จำนวน 2,500 ชุด ซึ่งกระทรวงฯ ได้รับการอนุเคราะห์วัสดุอุปกรณ์จากผู้มีจิตอาสาบริจาควัสดุและอุปกรณ์มาเพื่อผลิตถังดักไขมันอย่างง่ายซึ่งต้องเร่งผลิตเพื่อนำไปติดตั้งให้ชุมชน และวัดริมคลองเปรมประชากร โดยได้รับความร่วมมือจาก สอศ. จัดส่งเจ้าหน้าที่และนักเรียนอาชีวะจากวิทยาลัยเทคนิคหลายแห่งราว 100 คน มารับฟังการอบรมและสาธิต และวางแผนการผลิต ถังดักไขมันฯ ดังกล่าวร่วมกัน   ด้านนายวสวัตติ์ กฤษศิริธีรภาคย์ เลขาธิการมูลนิธินายช่างไทยใจอาสา กล่าวว่า แต่ละปีจะมีเหตุการณ์เพลิงไหม้และความเสียหายกับศาสนสถานหลายเหตุการณ์ เช่น เหตุเพลิงไหม้หอสมุดที่วัดพนัญเชิงฯ เมื่อปี พ.ศ.2555 ค่าเสียหายราว 40 ล้านบาท หรือเหตุการณ์การพังทลายของโครงสร้างในวัดที่ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งอาจมีสาเหตุเกิดจากภัยธรรมชาติ หรือจากกิจกรรมของผู้ใช้งาน เหตุการณ์เหล่านี้สามารถป้องกันการเกิดได้โดยหลัก 3E ( Engineering Education Enforcement ) หากศาสนสถาน มีการตรวจสอบโดยผู้มีความรู้ และมีการซ่อมแซมและปรับปรุงอย่างถูกวิธี   “มูลนิธิฯ มีวิศวกร สถาปนิก นายช่างอาสาและยุวนายช่าง กว่า 2,000 คนทั่วประเทศที่พร้อมเข้าร่วมเป็นจิตอาสา โดยการดำเนินงานของมูลนิธิฯจะเข้าตรวจสอบระบบไฟฟ้า การป้องกันอัคคีภัย งานโครงสร้างงานสถาปัตยกรรมของศาสนสถาน ผลของการตรวจสอบจะทำให้ทราบข้อมูลความบกพร่อง และสิ่งที่คาดว่าจะเกิดเหตุการณ์อุบัติภัย ซึ่งจะนำมาถึงวิธีทางแก้ไขข้อบกพร่องและแนวทางการป้องกัน นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังมีหน่วยงานสภาวิศวกรที่จะช่วยพัฒนา E-Checklist ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อใช้ในการตรวจงานศาสนสถาน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ตรวจสอบ และสะดวกในการนำข้อมูลไปใช้” นายวสวัตติ์ กล่าว     ด้านนายกมล ตรรกบุตร ประธานมูลนิธินายช่างไทยใจอาสา กล่าวว่า มูลนิธินายช่างไทยใจอาสา ก่อตั้งเมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2561 ประกอบด้วย สภาวิศวกร สภาสถาปนิก การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง ปตท. และสมาคมวิชาชีพด้านวิศวกรรมอีกหลายหน่วยงานรวมทั้งสิ้น 17 หน่วยงาน มูลนิธิ นายช่างไทยใจอาสายินดีให้การสนับสนุนดำเนินโครงการนี้อย่างเต็มความสามารถ และหลังจากเสร็จสิ้นพิธีลงนามความร่วมมือฯแล้ว คณะจิตอาสากระทรวงอุตสาหกรรม และมูลนิธิฯได้ร่วมกันลงพื้นที่วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร และ วัดพนัญเชิงวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อตรวจประเมินความปลอดภัยโครงสร้างอาคารและระบบไฟฟ้า และจะพัฒนาโปรแกรมการตรวจประเมินทางอิเล็กทรอนิกส์ และวางแผนการตรวจฯ ร่วมกันต่อไป

อ่านต่อ...


การฝึกภาคสนาม (FTX) การฝึกระดมสรรพกำลังเพื่อการทหาร ประจำปี 2562

21 มิ.ย 2562

จ.พิษณุโลก :  เมื่อวันที่ 18  มิถุนายน  2562  กระทรวงอุตสาหกรรม นำโดยนายจุลพงษ์  ทวีศรี  หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสุภชัย ไวยาวัจมัย  อุตสาหกรรมจังหวัดพิษณุโลก  และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกิจกรรมการการฝึกภาคสนาม (FTX) การฝึกระดมสรรพกำลังเพื่อการทหาร ประจำปี 2562 และร่วมสนับสนุนข้าวสาร อาหาร น้ำมันพืช น้ำปลา น้ำตาล มาม่า ปลากระป๋อง และน้ำดื่ม เพื่อใช้ในการฝึกภาคสนามการฝึกการระดมสรรพกำลังเพื่อการทหารมอบให้กับหน่วยทหารในพื้นที่อีกด้วย  ณ กองบัญชาการ   ช่วยรบที่ 3 จังหวัดพิษณุโลก   การฝึกการระดมสรรพกำลังเพื่อการทหาร  เป็นการดำเนินงานตามกรอบของแผนผนึกกำลังและทรัพยากรเพื่อการป้องกันประเทศภายใต้แผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ  ซึ่งกำหนดการฝึกเป็น 2 รูปแบบ ทั้งภาคทฤษฎี ซึ่งได้มีการฝึกอบรมไปแล้วเมื่อวันที่ 22 ถึง 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา และในระหว่าง วันที่ 18-20 มิถุนายน 2562 ได้จัดให้มีการฝึกภาคปฏิบัติ ในพื้นที่กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 เพื่อทดสอบการดำเนินการของกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ในการพัฒนาขีดความสามารถของกำลังพลสำรองให้พร้อมเข้าปฏิบัติหน้าที่ ในการป้องกันประเทศ และเป็นกำลังที่สนับสนุนการแก้ไขปัญหาภัยคุกคามที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยพิบัติทางธรรมชาติ  #กระทรวงอุตสาหกรรม #การฝึกระดมสรรพกำลังเพื่อการทหารประจำปี2562  

อ่านต่อ...


สมอ. เปิดสมัคร IEC Young Professionals เปิดโอกาสคนรุ่นใหม่ เข้าร่วมการเรียนรู้การกำหนดมาตรฐานระดับสากล

21 มิ.ย 2562

สมอ. เปิดรับสมัครคนรุ่นใหม่จากธุรกิจอุตสาหกรรมเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมโครงการ IEC Young Professionals เรียนรู้การกำหนดมาตรฐานและการตรวจสอบรับรองของ IEC สถาบันมาตรฐานระดับสากล ที่ประเทศจีน นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า สมอ. เป็นสมาชิกในคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานสาขาอิเล็กทรอเทคนิกส์ (International Electrotechnical Commission - IEC) และองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization - ISO) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศที่นานาประเทศ ให้การยอมรับ โดย สมอ. มีบทบาทในการร่วมกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของภาคอุตสาหกรรมไทยในเวทีระดับโลก IEC เป็นหน่วยงานกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศทางด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ที่ทั่วโลกให้การยอมรับ ซึ่งหลายประเทศได้ใช้มาตรฐานของ IEC มาเป็นแนวทางหรืออ้างอิงในการกำหนดมาตรฐานระดับประเทศที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงประเทศไทยที่นำมาตรฐานของ IEC มาใช้ในการกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. สำหรับโครงการ IEC Young Professionals IEC ได้จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2553 เพื่อสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ด้านการมาตรฐานและสานต่อการ เข้าร่วมกิจกรรมด้านการมาตรฐานและการตรวจสอบรับรองของ IEC โดยเปิดโอกาสให้วิศวกร บุคลากร ภาคธุรกิจหรืออุตสาหกรรม ที่มีอายุระหว่าง 20-35 ปี มีประสบการณ์เกี่ยวกับงานด้านมาตรฐานของ IEC ได้มาเข้าร่วมการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ และการประชุมทั้งด้านบริหารและวิชาการของ IEC เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับ IEC ทั้งกระบวนการกำหนดมาตรฐานและการตรวจสอบรับรอง รวมทั้งสร้างเครือข่ายกับผู้เข้าร่วมจากประเทศต่างๆ โดย IEC ให้การสนับสนุนผู้สมัครจากประเทศกำลังพัฒนาที่ได้รับการคัดเลือกประเทศละ 2 คน โดยตั้งแต่ปี 2559-2561 มีผู้ได้รับการคัดเลือกจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ , สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ , ปตท. , การไฟฟ้าฝ่ายผลิต และการไฟฟ้านครหลวง เข้าร่วมโครงการนี้ สำหรับปีนี้โครงการ IEC Young Professionals ได้เปิดรับสมัครเพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมโครงการ ระหว่างวันที่ 21-23 ตุลาคม 2562 ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเรียนรู้กระบวนการกำหนดมาตรฐานและการตรวจสอบรับรองของ IEC ร่วมสังเกตการณ์ในการประชุมเพื่อกำหนดมาตรฐานและนโยบายของ IEC และสร้างเครือข่ายกับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของประเทศต่างๆ โดย IEC จะให้การสนับสนุนค่าที่พัก 3 คืน ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ผู้เข้าร่วมโครงการต้องรับผิดชอบเอง โดยผู้ที่สนใจจะสมัครมีคุณสมบัติ คือ เป็นผู้จัดการ วิศวกร หรือช่างเทคนิค อายุไม่เกิน 35 ปี มีประสบการณ์การทำงานด้านการกำหนดมาตรฐานหรือการตรวจสอบรับรองมีแผนที่จะเข้าร่วมกิจกรรมของ IEC ในอนาคต และต้องได้รับความเห็นชอบในการเดินทางและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ในการไปเข้าร่วมกิจกรรมจากผู้มีอำนาจของหน่วยงาน โดยขอให้ส่งหนังสือเสนอชื่อผู้สมัครพร้อมใบสมัครเข้าร่วมโครงการให้ สมอ. พิจารณาภายในวันที่ 2 กรกฎาคม 2562 โดย สมอ. ขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาคัดเลือกผู้สมัครเพื่อเข้าร่วมโครงการ ผู้สนใจส่งใบสมัครได้ที่กองบริหารมาตรฐานระหว่างประเทศ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ถนนพระรามที่ 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400 โทร 0 2202 3509 โทรสาร 0 2354 3041 E-mail : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. ทั้งนี้ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมพร้อมใบสมัครได้ที่ https://qrgo.page.link/Ay4Sb หรือสแกน QR Code 18 มิถุนายน 2562

อ่านต่อ...


Page 1 of 272