ข่าวประชาสัมพันธ์กระทรวงอุตสาหกรรม


ตู้ปันสุข ♥ “หยิบไปแต่พอดี ถ้ามีให้แบ่งปัน”

29 พ.ค 2563

“ตู้ปันสุข” หนึ่งใน “วิถีชีวิตแบบใหม่” หรือ “New Normal” ในรูปลักษณ์ตู้กับข้าวที่ถูกยกมาตั้งริมทาง เพื่อการแบ่งปัน คนที่มีน้อยก็สามารถทำได้ คนที่มีเยอะก็สามารถทำได้ เป็นช่องทางให้คนที่พอจะมีทุนทรัพย์ได้บริจาคแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก โควิด-19 ได้บรรเทาทุกข์เป็นการลดความเหลื่อมล้ำของสังคม.ปกติแล้ว ถ้าแบ่งปัน/บริจาค ในรูปแบบโมเดลโรงทาน คนที่จะไปบริจาคได้ คือต้องมีของจำนวนมาก 100 - 200 ชิ้น แต่โมเดล "ตู้ปันสุข" เป็นการแบ่งปันความสุขถึงผู้อื่น โดยไม่จำกัดจำนวนชิ้น คนที่มีน้อยก็สามารถร่วมช่วยเหลือผู้อื่นได้.กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ร่วมเปิดตู้อุตสาหกรรมปันสุข“หยิบพอดี มีก็แบ่งปัน” จำนวน 4 ตู้ ตั้งอยู่ ณ บริเวณริมถนนพระราม 6 ด้านหน้ากระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันแบ่งปันและเป็นผู้ให้แบ่งปันอาหาร แบ่งปันน้ำใจ ให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในพื้นที่โดยรอบกระทรวงอุตสาหกรรม ในช่วงวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19

อ่านต่อ...


คณะอนุกรรมการจิตอาสาพัฒนาคุณภาพน้ำบริเวณคลองแสนแสบ กระทรวงอุตฯ ลงพื้นที่บางชันสำรวจคุณภาพน้ำและสภาพภูมิทัศน์ตามแนวคลองแสนแสบ

29 พ.ค 2563

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2563 นายสมพล โนดไธสง ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานอนุกรรมการจิตอาสาพัฒนาคุณภาพน้ำบริเวณคลองแสนแสบ พร้อมด้วยนายนิรันดร์ ยิ่งมหิศรานนท์ รองอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ รักษาราชการแทนผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการร่วม นางสาวจุฬาภรณ์ พานิชวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางชัน นางอัญชลี ยิ่งทวีสิทธิกุล ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม กรมโรงงานอุตสาหกรรม และคณะทำงาน ลงพื้นที่สำรวจคุณภาพน้ำตามแนวคลองแสนแสบ และสำรวจสภาพภูมิทัศน์ ณ บริเวณตลาดน้ำขวัญเรียม วัดบำเพ็ญเหนือ และบริเวณหลังนิคมอุตสาหกรรมบางชัน

อ่านต่อ...


ก.อุตฯ ย้ำไทยเป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า มุ่งสู่สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคต เผยยอดส่งเสริมการลงทุน ปี 63 กว่า 26,700 ลบ.

29 พ.ค 2563

28 พฤษภาคม 2563 : นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วย นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นัดหารือร่วมภาครัฐ ภาคเอกชน อาทิ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินงาน ชูยอดส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ฯ 5 เดือนแรก ปี 2563 กว่า 26,700 ล้านบาท ยืนยัน ภาคเอกชนยังคงเชื่อมั่นการบริหารจัดการของรัฐบาลไทย พร้อมเร่งขยายการลงทุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง   นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ เป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมียอดการส่งออกมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านบาท มีการจ้างแรงงานกว่า 1 ล้านคน รวมถึงยอดขอตั้งประกอบโรงงานใหม่และขยายกิจการโรงงานประเภทไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อเทียบ 5 เดือนแรกของปี 62 กับปี 63 พบว่าเพิ่มขึ้นจาก 43 โรงงาน เป็น 53 โรงงาน และมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น จาก 9,372 คน เป็น 29,064 คน จากการสอบถามนักลงทุนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 นักลงทุนชื่นชมการรับมือรัฐบาลไทยสามารถรับมือกับโควิดได้ดี ส่งผลเอื้อประโยชน์ให้ภาคอุตสาหกรรมกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า มียอดการส่งออกเพิ่มมากขึ้น 5-10% นอกจากนี้ยังมีนักลงทุนที่ทำธุรกิจภายในประเทศอยู่แล้วมีแผนจะขยายการลงทุนภายในปีนี้เพิ่มขึ้นอาทิเช่น ซัมซุง มิตซูบิชิ โตชิบา ซีเกต ไซโจเด็นกิ เป็นต้น ส่วนกิจการที่มีการย้ายฐานการผลิตนั้น การการตรวจสอบพบว่าเป็นการปรับแผนทางธุรกิจที่วางไว้เดิมอยู่แล้ว   นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI กล่าวเพิ่มเติมว่าตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน บริษัทต่างชาติและไทยที่ได้รับส่งเสริมผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจริยะ อาทิ ซัมซุง (เกาหลี) โตชิบา ( ญี่ปุ่น / จีน) ไมเดีย ( จีน) มิตซูบิชิ ( ญี่ปุ่น) อิเล็กโทรลักส์ ( สวีเดน) แอลไลแอนส์ ลอนดรี้ ( สหรัฐ) แดยู ( เกาหลี) และ ซัยโจ เด็นกิ ( ไทย) โดยมีผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศไทย อาทิ เครื่องปรับอากาศเครื่องซักผ้า ตู้เย็น ตู้แช่ เป็นต้น นอกจากนี้ ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2563 ยอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุนยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับ 5 เดือนแรกของปี 2562 โดย 5 เดือนแรกของปี 2563 มียอดคำขอ 62 โครงการ มูลค่ากว่า 26,764 ล้านบาท ประกอบด้วยอุตสาหกรรมประเภทอุปกรณ์ไฟฟ้า ในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบสมาร์ท เช่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น หมวดผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น วงจรรวม หรือ IC (Integrated Circuit) และแผงวงจรพิมพ์ หรือ PCBA เซลล์แสงอาทิตย์   ทั้งนี้ ในส่วนของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนใหญ่ยังยืนยันยึดไทยเป็นฐานการผลิตและมีแนวโน้มที่จะขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ด้านผู้บริหารกลุ่มพานาโซนิค ยืนยันว่าการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเวียดนาม นั้น ไม่ได้มีผลเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อมั่นการลงทุนในไทย เนื่องจากพานาโซนิค เปิดโรงงานในไทยทั้งสิ้น 20 โรงงาน และย้ายฐานการลงทุนไปเพียง 2 แห่ง ซึ่งเป็นกลุ่มกิจการที่มีเทคโนโลยีแบบเก่าไม่ได้ใช้งานในประเทศไทยแล้ว และยังเหลือบริษัทในประเทศไทยอีก 18 แห่ง โดยยังคงมีการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

อ่านต่อ...


กองทุนเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐฯ เร่งเติมทุนเสริมสภาพคล่องลูกหนี้ คิดดอกเบี้ย 1 % กระตุ้นการจ้างงาน สร้างความพร้อมปรับตัวรับสถานการณ์โควิด

27 พ.ค 2563

(26 พฤษภาคม 2563) กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เร่งเดินหน้าจัดมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 และสถานการณ์ภัยแล้ง ชูนโยบายพักชำระหนี้ ชะลอหนี้เสีย พร้อมเตรียมเติมสินเชื่อ วงเงินรวม 1,700 ล้านบาท แก่ลูกหนี้กองทุนฯ กว่า 10,000 ราย เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน หวังกระตุ้นการจ้างงาน และเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในยุค NEW NORMAL   นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ (กอป.) กล่าวว่า ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้ทำการสำรวจ ความเดือดร้อนและความต้องการของเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด 19) และสถานการณ์ภัยแล้งนั้น พบว่า เอสเอ็มอีส่วนใหญ่ต้องการให้ช่วยเหลือเยียวยาด้านการเงินโดยเฉพาะการพักชำระหนี้ และการเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ กองทุนฯ จึงได้ได้ประกาศพักชำระหนี้แก่ลูกหนี้กองทุนสูงสุด 12 เดือน ตามความสมัครใจ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 ที่ผ่านมา ถือเป็นการชะลอหรือ ลดโอกาสในการเกิดหนี้เสีย ขณะนี้มีลูกหนี้ได้รับอนุมัติแล้วจำนวน 2,834 ราย คิดเป็นวงเงิน 5,300 ล้านบาท   อย่างไรก็ดี ยังมีกลุ่มลูกหนี้กองทุนอีกจำนวนมากที่ยังได้รับความเดือดร้อนจากโรคระบาด และภัยแล้ง ประสงค์จะขอสินเชื่อเพื่อการเสริมสภาพคล่อง และคงการจ้างงานต่อเนื่อง ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ จึงได้มีมติเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2563 เห็นชอบให้กองทุนปล่อยสินเชื่อในลักษณะที่เป็นเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) วงเงินรวม 1,700 ล้านบาท แก่ลูกหนี้กองทุนจำนวนกว่า 10,000 ราย ที่ต้องการใช้เงินหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ รวมถึงการจ้างงานบุคลากรของสถานประกอบการ โดยวงเงินสินเชื่อสูงสุดต่อรายจะอยู่ที่ 1,000,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 1 ระยะเวลา 5 ปี โดยคุณสมบัติเบื้องต้นของลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการต้องมีสถานะไม่เป็น NPL และมีประวัติการผ่อนชำระหนี้ปกติในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ ลูกหนี้ที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อทุนหมุนเวียนดังกล่าว ต้องเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาหรือเสริมศักยภาพในด้านต่าง ๆ ตามที่กองทุนฯ กำหนด อาทิ ด้านแผนบริหารความต่อเนื่องของธุรกิจ ด้านการตลาด และบริหารการเงิน การบัญชี อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อเป็นการประกันว่า กิจการจะสามารถฟื้นตัวและดำเนินธุรกิจได้อย่างเข้มแข็งต่อไป   ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวทิ้งท้ายว่า สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแบบใหม่นี้ จะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม จนถึง 31 กรกฎาคม 2563 สามารถยื่นขอสินเชื่อได้ที่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ในทุกสาขาของประเทศ หรือติดต่อสายด่วนที่ 1357 หรือโทร 0 2265 3000 ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2563 และสำหรับลูกหนี้กองทุนฯ ที่ต้องการพักชำระหนี้เงินต้นแต่ยังไม่ได้แจ้งความประสงค์ขอพักชำระหนี้ ขอให้รีบติดต่อ SME D Bank ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ก่อนที่จะปิดรับคำข

อ่านต่อ...


รปอ.วรวรรณฯ ลงพื้นที่แฟลตตำรวจส่วนกลางทุ่งสองห้อง กทม. ติดตามการติดตั้งชุดบำบัดน้ำเสีย

26 พ.ค 2563

(วันนี้ 26 พฤษภาคม 2563) นางวรวรรณ ชิตอรุณ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสากระทรวงอุตสาหกรรม และนายบรรจง สุกรีฑา ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสากระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะทำงาน ลงพื้นที่แฟลตตำรวจส่วนกลางทุ่งสองห้อง กทม. ซึ่งเป็นพื้นที่พักอาศัยของตำรวจส่วนกลาง เขตทุ่งสองห้อง เพื่อติดตามการติดตั้งชุดบำบัดน้ำเสีย โดยจะติดตั้งจำนวน 2 จุด เพื่อบำบัดน้ำเสียจากห้องน้ำ และน้ำเสียจากลำรางน้ำทิ้งจากอาคาร ซึ่งจะทำให้น้ำทิ้งมีคุณภาพดีก่อนปล่อยลงสู่คลองเปรมประชากร  

อ่านต่อ...


สมอ. เชือดท็อปส์ มาร์เก็ต ต่อจากเซเว่น อีเลฟเว่น หลังตรวจสอบพบขาย “เฟซชิลด์” แสดง เครื่องหมาย มอก. โดยไม่ได้รับอนุญาต เตรียมขยายผลต่อห้างอื่น คาดยังมีอีกมาก

26 พ.ค 2563

สมอ. ขยายผลจับ “เฟซชิลด์” หรือหน้ากากป้องกันละอองน้ําลาย ในท็อปส์ มาร์เก็ต หลัง ตรวจสอบพบขาย “เฟซชิลด์” แสดงเครื่องหมาย มอก. โดยไม่ได้รับอนุญาต ให้เก็บออกจากชั้นวาง ทุกสาขา และเตรียมขยายผลต่อห้างอื่น หากพบจะดําเนินการตามกฎหมายทันที   นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สมอ. ได้ ส่งทีมเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบที่ร้านจําหน่ายสินค้า ท็อปส์ มาร์เก็ต โรบินสัน สาขาซีคอน บางแค หลังพบ เบาะแสว่า มีการวางขายเฟซชิลด์ หรือหน้ากากป้องกันละอองน้ําลาย ในห้างดังกล่าว จากการตรวจสอบ พบว่ามีการวางขายเฟซชิลด์ จํานวน 16 ชิ้น ที่ฉลากสินค้าระบุเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม ของเล่น มอก. 685-2540 นําเข้าจากต่างประเทศ โดย บริษัท ไอคิดส์ 888 จํากัด ซึ่งเป็น บริษัทเดียวกับที่ สมอ. ยึดอายัดมาจากเซเว่น อีเลฟเว่น เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงดําเนินการยึดอายัดไว้ ทั้งหมด เพื่อดําเนินการตามกฎหมายต่อไป พร้อมแจ้งให้ บริษัท เซ็นทรัล ฟูด รีเทล จํากัด เจ้าของเฟรนด์ ไชส์ร้านท็อปส์ มาร์เก็ต เรียกคืนสินค้าดังกล่าว และให้นําออกจากชั้นวางในท็อปส์ มาร์เก็ต ทุกสาขาโดย เร่งด่วน   เลขาธิการ สมอ. กล่าวเพิ่มเติมว่า การตรวจจับในครั้งนี้ เป็นการขยายผลต่อจากการยึดอายัดเฟซ ชิลด์ ของบริษัท ไอคิดส์ 888 จํากัด ในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดําเนินการ ตามกฎหมาย สําหรับกรณีนี้เป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระซึ่งบริษัทที่นําเข้าสินค้าดังกล่าวจะมีความผิด ฐานใช้เครื่องหมายมาตรฐานโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจําคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือ ทั้งจําทั้งปรับ ส่วนร้านจําหน่ายที่นํามาวางขาย มีความผิดฐานจําหน่ายสินค้าที่ใช้เครื่องหมายมาตรฐานโดย ไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจําคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ จึงขอเตือนให้ ร้านจําหน่ายตรวจสอบสินค้าให้รอบคอบก่อนที่จะนํามาวางขาย เพราะ มอก. 685-2540 เป็นมาตรฐานที่ ครอบคลุมสินค้าประเภทของเล่น ซึ่งเป็นสินค้าที่ สมอ. ควบคุม แต่เฟซชิลด์ไม่ได้อยู่ในข่ายของเล่น จึงไม่ สามารถแสดงเครื่องหมาย มอก. ดังกล่าวได้ ซึ่งการกระทําดังกล่าวสร้างความเข้าใจผิดให้กับพี่น้อง ประชาชนเกี่ยวกับคุณภาพของสินค้า ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบข้อมูลสินค้าที่ สมอ. ควบคุมได้ที่ ww.tisi.go.th หรือ www.facebook.com/tisiofficial หรือโทร. 02 202 3517-8, 02 202 3429   นายวันชัยฯ กล่าวอีกว่า “สมอ. เตรียมขยายผลต่อห้างอื่นๆ ซึ่งคาดว่ายังมีอีกมาก จึงขอเตือน ไปยังร้านจําหน่าย ทั้งที่อยู่ในห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ และร้านจําหน่ายทั่วไป ให้ตรวจสอบสินค้าใน ร้านของท่าน หากอยู่ในข่ายให้รีบนําออกจากชั้นวางทันที ทั้งนี้ การดําเนินการดังกล่าวของ สมอ. เป็นไป ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) เพื่อคุ้มครองให้ประชาชน ได้ใช้สินค้าอย่างปลอดภัย”  

อ่านต่อ...


"สุริยะ" ยืนยันพานาโซนิคยังยึดฐานการผลิตในไทยอีก 18 โรงงาน จ้างงานกว่า 10,000 คน

25 พ.ค 2563

  25 พฤษภาคม 2563 : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยืนยัน "พานาโซนิค" ย้ายฐานแค่บางส่วนไปเวียดนาม เพื่อรวมสายการผลิตตู้เย็นและเครื่องซักผ้าไว้ที่เดียวกัน ย้ำยังดำเนินกิจการในประเทศไทย 18 โรงงาน มีการจ้างพนักงานกว่า 10,000 คน พร้อมสั่งอัดโครงการเพิ่มศักยภาพแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้าง เร่งพัฒนาอาชีพธุรกิจอิสระ ผลักดันเศรษฐกิจชุมชน 4 มิติ ทั้งผู้ประกอบการ ชุมชนและวิสาหกิจชุมชน เกษตรและประชาชน คาดช่วยได้กว่า 1.25 ล้านคน   นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงกรณี มีข่าวปรากฎในสื่อต่างๆ ว่าบริษัท พานาโซนิค ได้ย้ายฐานการผลิตตู้เย็นและเครื่องซักผ้าไปยังประเทศเวียดนาม และจากการรายงานผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรมว่ากรณีดังกล่าวเป็นการปรับแผนทางธุรกิจของพานาโซนิคที่วางไว้เดิมอยู่แล้ว เพื่อให้ขนาดการลงทุนมีความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น (Economy of scale) ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดหาวัตถุดิบและมีต้นทุนการผลิตลดลง และการย้ายฐานนั้นเป็นการรวมสายการผลิตไว้ที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันเป็นฐานการผลิตหลักของตู้เย็น และเครื่องซักผ้าของกลุ่มบริษัท พานาโซนิคในอาเซียนอยู่แล้ว    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกลุ่มบริษัทพานาโซนิค ยังมีโรงงานอยู่ในประเทศไทยอีก 18 โรงงาน ใช้แรงงานกว่า 10,000 คน โดยมีผลิตภัณฑ์หลัก ๆ เช่น เครื่องเสียง โทรทัศน์ แผ่นพิมพ์วงจรไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แบตเตอรี่ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดยังคงเดินสายการผลิตที่ประเทศไทย   "กระทรวงอุตสาหกรรมได้มีการประสานงาน และสอบถามข้อมูลกับ บริษัท พานาโซนิค พบว่า ทางบริษัทมีการปิดฐานการผลิตตู้เย็นและเครื่องซักผ้า เพื่อไปรวมสายการผลิตฐานหลักที่ประเทศเวียดนาม โดยมีแรงงานที่เกี่ยวข้องประมาณ 800 คน ซึ่งถือว่าเป็นการย้ายฐานไปส่วนน้อยเท่านั้น เนื่องจากที่ผ่านมาทางบริษัทได้นำเข้าชิ้นส่วนของเครื่องซักผ้าและตู้เย็นชิ้นส่วนมาจากเวียดนามเป็นหลักเพื่อนำมาประกอบในประเทศไทยอยู่แล้วจึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่บริษัทตัดสินใจย้ายสายงานดังกล่าวไปเวียดนาม" นายสุริยะ กล่าว    นายสุริยะ ยังกล่าวถึง กรณีของข่าวบริษัทเครื่องปรับอากาศไดกิ้น (Daikin) ที่มีข่าวไปก่อนหน้านี้นั้น โดยได้ตรวจสอบข้อมูลแล้ว พบว่าเป็นการขยายกำลังการผลิตที่ประเทศเวียดนาม และขยายการผลิตในประเทศไทยด้วยเช่นกัน โดย บริษัท Daikin ได้ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพิ่มขึ้นด้วย ทั้งการผลิตเครื่องปรับอากาศ และคอมเพรสเซอร์ โดยภาพรวมคือ โมเดลเครื่องปรับอากาศ ส่วนที่ย้ายฐานไปยังประเทศเวียดนามเป็นโมเดลทั่วๆไป ส่วนฐานการผลิตที่ประเทศไทยจะผลิตเครื่องปรับอากาศที่ใช้เทคโนโลยีที่ขั้นสูง ซึ่งตรงกับนโยบายรัฐบาลที่เน้นส่งเสริมการลงทุนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง    กระทรวงอุตสาหกรรม เร่งดำเนินโครงการพัฒนาอาชีพ ธุรกิจอิสระ ให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการจ้างงานลดลง ด้วยการผลักดันเศรษฐกิจชุมชน ใน 4 มิติ คือ 1.มิติผู้ประกอบการ SMEs โดยการปรับธุรกิจให้อยู่รอดในสถานการณ์โควิด-19 และเติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้ความปกติวิถีใหม่ หรือนิวนอร์มอล เช่น การปรับการตลาดรูปแบบใหม่ การเพิ่มผลิตภาพ มาตรฐาน และนวัตกรรม 2.มิติชุมชนและวิสาหกิจชุมชน โดยการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนจากการบ่มเพาะนักพัฒนาชุมชน ผ่านการสร้างและยกระดับการค้า การผลิต และบริการ เพื่อให้แต่ละชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้มากขึ้น 3.มิติเกษตร โดยการพัฒนาจากเกษตรเป็นเกษตรอุตสาหกรรม ผ่านกลไกการสร้างนักธุรกิจเกษตร การใช้ระบบเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลเพื่อทำเกษตรสมัยใหม่ (Farming 4.0) และสุดท้ายมิติที่ 4.มิติประชาชน แรงงาน และบัณฑิตจบใหม่ โดยการสร้างอาชีพอิสระทั้งในแง่ของการสร้าง และการนำทักษะของแต่ละคนมาประกอบอาชีพอิสระ รวมถึงการเริ่มธุรกิจค้าขายและบริการตามที่ตนเองถนัด เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้    แต่ละมิติจะมีการช่วยเหลือประชาชนในรูปแบบการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เพื่อให้มีเงินทุนเริ่มทำธุรกิจได้บ้าง ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนงบประมาณจำนวน 35% จากงบประมาณคงเหลือของปี 63 นำมาช่วยเหลือและฟื้นฟูใน 4 มิติข้างต้นแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการจ้างงานลดลง จะถูกช่วยเหลือให้มีโอกาสสร้างงานสร้างอาชีพกว่า 6,000 คน    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็ง และขยายผลครอบคลุมให้ทั่วประเทศ จึงได้สั่งการให้กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมการฟื้นฟูทั้ง 4 มิติ ในระยะต่อไป โดยจะเสนอโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในประเทศ คาดว่าจะสามารถช่วยประชาชนได้กว่า 1.25 ล้านคน ตามแนวทางข้างต้นนี้ต่อไป โดยใช้งบประมาณราว 10,000 ล้านบาท ภายใต้ พรก.เงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาท    

อ่านต่อ...


รัฐมนตรีสุริยะฯ ให้ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น นำคณะผู้บริหารหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ เข้าพบ เพื่อขอรายงานความคืบหน้าและหารือเกี่ยวกับผลกระทบที่ได้รับจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

25 พ.ค 2563

วันนี้ (25 พฤษภาคม 2563) เวลา 15.45 น. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้นายทาเคทานิ อัทสึชิ (Mr.TAKETANI Atsushi) ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO Bangkok) นำคณะผู้บริหารหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCC) เข้าพบ เพื่อขอรายงานความคืบหน้าและหารือเกี่ยวกับผลกระทบที่ได้รับจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยมีนายณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นายภาสกร ชัยรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วม ณ ห้องประชุมชุณหะวัณ ชั้น 3 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม  

อ่านต่อ...


รัฐมนตรีสุริยะฯ ให้เอกอัครราชฑูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถานประจำประเทศไทย และคณะเข้าเยี่ยมคารวะ

25 พ.ค 2563

วันนี้ (25 พฤษภาคม 2563) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้นางสาวราอูชัน เยสบูลาโตวา (H.E.Ms.Raushan Yesbulatova) เอกอัครราชฑูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถานประจำประเทศไทย และคณะเข้าพบ เพื่อเยี่ยมคารวะและขอรับทราบนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทย ซึ่งนโยบายด้านอุตสาหกรรมที่สำคัญของไทย อาทิ การดำเนินงานตามแนวทาง Thailand 4.0 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใน EEC ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญในการส่งเสริมการลงทุนด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ดังนั้นเราพร้อมที่จะต้อนรับนักลงทุนทั่วโลกรวมถึงคาซัคสถานที่จะมาลงทุนในประเทศไทย โดยมีนางสาวพะเยาว์ คำมุข รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม นายกฤชนนท์ อัยยะปัญญา รองโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมด้วย ณ ห้องรับรอง 1 ชั้น 2 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม      

อ่านต่อ...


Page 6 of 329