ข่าวประชาสัมพันธ์กระทรวงอุตสาหกรรม

การประชุมตรวจสอบติดตามและประเมินผลโครงการของหน่วยงานในสังกัด กระทรวงอุตสาหกรรม ประจำปีงบประมาณ 2563

29 ต.ค 2563

วันนี้ (29 ตุลาคม 2563) เวลา 9.00 น. นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมการตรวจสอบติดตามและประเมินผลภาคราชการ ประจำกระทรวงอุตสาหกรรม (ค.ต.ป. อก.) โดยมี คณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลประจำกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการตรวจสอบติดตามและประเมินผลโครงการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม มีนางวรวรรณ ชิตอรุณ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายสมพล โนดไธสง ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม นายณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม และเจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมเข้าร่วมด้วย ณ ห้องประชุม อก.1 ชั้น 2 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม    

อ่านต่อ...


อก. เผย MPI เดือน ก.ย. ขยายตัวจากเดือนก่อนร้อยละ 3.25 ส่งสัญญาณ ศก.ภาคอุตฯ ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้โอกาสที่ไทยควบคุมโรคได้ดีดึงดูดนักลงทุน

29 ต.ค 2563

กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เผย ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนกันยายน 2563 ขยายตัวร้อยละ 3.25 เมื่อเทียบกับเดือนก่อน ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 อีกทั้งอัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 เช่นกัน โดยอยู่ที่ระดับ 63.07 สะท้อนให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นใกล้กับระดับในช่วงก่อนหน้าสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัส  โควิด-19 ระลอกที่สองในต่างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องหันมาให้ความสำคัญการบริโภคภายในประเทศและใช้จุดเด่นในการควบคุมโรคเพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) จัดทำดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนกันยายน 2563 ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่ร้อยละ 3.25 โดยขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 รวมถึงอัตราการใช้กำลังการผลิตเดือนกันยายนขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนอยู่ที่ระดับ 63.07 จากเดิมที่ระดับ 60.86 ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในไตรมาสที่ 3 ปี 2563 อยู่ที่ระดับ 91.22 ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 2 ที่ร้อยละ 13.73 สะท้อนให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นใกล้กับระดับในช่วงก่อนหน้าสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะการขยายตัวเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคและบริโภค เช่น อุตสาหกรรมอาหาร (ไม่รวมน้ำตาล) หลายตัวยังคงขยายตัวดี เช่นเดียวกันกับอุตสาหกรรมยารักษาโรคที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกัน "ประเทศไทยสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี ภาคการผลิตอุตสาหกรรมกลับมาฟื้นตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงก่อนเกิดสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ในขณะที่ต่างประเทศยังคงน่ากังวลอันเนื่องจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 รอบที่สองโดยเฉพาะในโซนยุโรป ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องหันมาให้ความสำคัญกับการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น โดยภาครัฐได้เตรียมดำเนินนโยบายกระตุ้นการบริโภคภายประเทศผ่านโครงการคนละครึ่ง โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการช้อปดีมีคืนเพื่อสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในประเทศในช่วงสิ้นปี ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 4 ขยายตัวเพิ่มขึ้น ในขณะที่การออกวีซ่าพิเศษให้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเป็นการดึงให้นักลงทุนสามารถเข้ามายังประเทศไทยได้ นับเป็นโอกาสที่ประเทศไทยมีจุดเด่นทั้งทางด้านสาธารณสุขและโครงสร้างพื้นฐานในเขตเศรษฐกิจพิเศษดึงดูดให้เกิดการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ซึ่งจะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคตและสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ทั่วโลก” นายสุริยะ กล่าว นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมไทยค่อย ๆ ฟื้นตัวหลังจากที่ภาครัฐมีการคลายล็อกกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกือบทั้งหมดให้สามารถกลับมาเปิดดำเนินการได้ ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตเดือนกันยายนขยายตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 63.07 สอดคล้องกันกับการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ทยอยฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ต่างประเทศยังคงประสบปัญหาในการควบคุมการแพร่ระบาดอยู่ อันส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ ดังนั้นภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการบริโภคภายในประเทศ ประกอบกับใช้จุดเด่นที่ประเทศไทยสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ดีเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศในการยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าไทย นายทองชัย กล่าวต่อว่า อุตสาหกรรมหลักที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมอุปโภคบริโภคเป็นหลัก อาทิ อุตสาหกรรมอาหาร (ไม่รวมน้ำตาล) ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 2.40 อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 5.50 หลังรัฐบาลออกมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากสถานการณ์ โควิด-19 ทั้งมาตรการด้านการเงินและการคลังเพื่อช่วยเหลือประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการ  ในขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมหลักๆ ได้เริ่มฟื้นกลับมาโดยเพิ่มกำลังการผลิตอีกครั้ง เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ได้เพิ่มกำลังการผลิตในเดือนกันยายนมาอยู่ที่ระดับ 76.98 จากระดับ 59.81 ในเดือนก่อน โดยมีความต้องการเพิ่มขึ้นจากทั้งตลาดในประเทศที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคมที่ร้อยละ 13.10 และตลาดส่งออกขยายตัวร้อยละ 11.40 โดยอุตสาหกรรมหลักที่ยังคงขยายตัวดีในเดือนกันยายน ได้แก่ เภสัชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ที่ใช้รักษาโรค ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 30.20 เนื่องจากในปีก่อนได้มีการหยุดผลิตเพื่อย้ายโรงงาน ประกอบกับได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากตลาดในประเทศและต่างประเทศ เครื่องใช้ในครัวเรือน ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 34.07 จากผลิตภัณฑ์ตู้เย็นและเครื่องซักผ้า โดยตู้เย็น มีความต้องการเพิ่มขึ้นทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ประกอบกับได้มีผู้ประกอบการย้ายฐานการผลิตมาจากประเทศจีนตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 ในขณะที่เครื่องซักผ้าได้มีการเปิดช่องทางการตลาดใหม่ ทำให้มีคำสั่งซื้อจากตลาดในประเทศเพิ่มขึ้น รวมถึงการส่งออกเพิ่มขึ้น ไปยังประเทศมาเลเซียและญี่ปุ่น แปรรูปและถนอมผลไม้และผัก ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 27.03 จากผลิตภัณฑ์สับปะรดกระป๋อง ผลไม้กระป๋อง และข้าวโพดหวานเป็นหลัก เนื่องจากปีนี้มีการปลูกสับปะรดในหลายพื้นที่ทำให้ยังมีผลผลิตในการเก็บเกี่ยวนอกฤดูกาล รวมถึงการขยายพื้นที่เพาะปลูกของข้าวโพดของเกษตรกร เฟอร์นิเจอร์ ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 13.13 จากผลิตภัณฑ์เครื่องเรือนทำด้วยไม้และที่นอน เนื่องจากผู้ผลิตได้เร่งผลิตให้ทันส่งมอบตามคำสั่งซื้อจากสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นจากการกักตัวอยู่บ้านในช่วงการระบาดขแงไวรัสโควิด-19 ในขณะที่สินค้าที่นอนได้มีการเพิ่มช่องทางจำหน่ายออนไลน์ อาหารสัตว์สำเร็จรูป ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 6.18 จากผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูปและอาหารปลา เนื่องจากความต้องการมีการเติบโตขึ้นต่อเนื่องในตลาดต่างประเทศ ประกอบกับในปีก่อนเกิดภาวะภัยแล้งทำให้มีการเลี้ยงปลาน้อยกว่าในปีนี้  

อ่านต่อ...


ก.อุตฯ ยกระดับสำนักงานทั่วประเทศ สู่ 4.0 รับชำระค่าธรรมเนียมโรงงาน ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มช่องทางผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสและธนาคารอีกกว่า 15 แห่ง ต้นปี 2564

29 ต.ค 2563

กระทรวงอุตสาหกรรม ยกระดับสู่หน่วยราชการ 4.0 เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ สู่องค์กรดิจิทัล เดินหน้าให้บริการชำระค่าธรรมเนียมรายปีโรงงานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ พร้อมเตรียมเพิ่ม ช่องทางการชำระเงินผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส และธนาคารรัฐและธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ รวมกว่า 15 ธนาคาร เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ พร้อมเข้าสู่สังคมไร้เงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ   นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมก้าวเข้าสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้บริการประชาชนและผู้ประกอบการได้อย่างสะดวกรวดเร็ว โดยการชำระค่าธรรมเนียมรายปีโรงงาน ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (D-Payment หรือ Digital Payment) ผู้ประกอบกิจการโรงงานจะได้รับใบแจ้งการชำระค่าธรรมเนียมรายปีจากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และสามารถนำไปชำระผ่านช่องทางของธนาคารกรุงไทย ทั้งเคาน์เตอร์ธนาคาร ตู้ ATM และ Mobile Banking และภายในต้นปี 2564 จะเพิ่มช่องทางการชำระเงินผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส และธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ อาทิ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารอื่นๆ รวมกว่า 15 ธนาคาร เพื่อเพิ่มช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น รวมถึงการชำระค่าใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) ด้วย ซึ่งเมื่อชำระเงินแล้วจะได้รับใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ทันที ผ่านระบบการรับชำระเงินกลางของบริการภาครัฐ (e-Payment Portal of Government) ของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ซึ่งข้อดีของการชำระผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้น จะช่วยลดภาระด้านเอกสารในการทำธุรกรรมทางการเงิน ลดความยุ่งยากในการชำระเงินสด และสามารถตรวจสอบผลการชำระเงินจากระบบของของธนาคารได้ทันที ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการไม่สะดวกที่จะชำระผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ก็สามารถชำระผ่านสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทุกจังหวัดตามเดิมได้   “การยกระดับการบริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการชำระค่าธรรมเนียมรายปีโรงงานและใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) มาสู่รูปแบบการบริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (D-Payment) จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ ลดความเสี่ยงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้  เงินสด ทั้งนี้ในยุค New Normal สังคมไร้เงินสด จะยิ่งกลับมามีบทบาทมากยิ่งขึ้น และกระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งหวังว่า จะขับเคลื่อนการทำงาน สู่องค์กรดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานของการให้บริการ เพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพของเศรษฐกิจในการแข่งขันระหว่างประเทศ สามารถผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างรวดเร็วด้วย ทั้งนี้ในส่วนของกรมโรงงานอุตสาหกรรมก็ได้เปิดให้ชำระค่าธรรมเนียมโรงงานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้ประกอบการ” นายกอบชัยกล่าว  

อ่านต่อ...


ปลัดฯกอบชัย เป็นประธานร่วมในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม ครั้งที่ 6-2/2

29 ต.ค 2563

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นประธานร่วมในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม ครั้งที่ 6-2/2 เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาและยกระดับภาคอุตสาหกรรม โดยมี นางวรวรรณ ชิตอรุณ นายจุลพงษ์ ทวีศรี นายภานุวัตน์ ตริยางกูรศรี รองปลัดกรทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมการประชุมด้วย    ทั้งนี้ ภายหลังการประชุมฯ ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจเรื่องความร่วมมือด้านการมาตรฐานระหว่างสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเพื่อขับเคลื่อนงานด้านมาตรฐานภาคอุตสาหกรรม พร้อมยกระดับสินค้าให้เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศด้วย  ณ ห้องประชุม Passion สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  

อ่านต่อ...


การประชุมคณะกรรมการสวัสดิการสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ครั้งที่ 5/2563

28 ต.ค 2563

วันนี้ (28 พฤศจิกายน 2563) นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสวัสดิการสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ครั้งที่ 5/2563 ซึ่งที่ประชุมรับทราบรายงานสถานการณ์เงินกองทุนสวัสดิการสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และร่วมกันพิจารณาแผนการจัดกิจกรรมในช่วงปีงบประมาณ 2564 และการใช้พื้นที่อาคารราชพัสดุเพื่อจัดสวัสดิการในเชิงธุรกิจ โดยมีนางวรวรรณ ชิตอรุณ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายสหวัฒน์ โสภา ผู้ช่วยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม อก. 2 ชั้น 2 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม    

อ่านต่อ...


การประชุมคณะอนุกรรมการบริหารร้านค้าสวัสดิการ สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ครั้งที่ 4/2563

28 ต.ค 2563

วันนี้ (28 ตุลาคม 2563) นายสหวัฒน์ โสภา ผู้ช่วยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารร้านค้าสวัสดิการ สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ครั้งที่ 4/2563  เพื่อรับทราบรายงานผลการดำเนินงาน และพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการร้านค้าสวัสดิการ สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม พื้นที่อาคารสโมสรกระทรวงอุตสาหกรรม (อาคารนารายณ์) ชั้น 1 โดยมีนางสาวสุนีย์ โสภณ ผู้อำนวยการกองบริหารทรัพยากรบุคคล นางรวีวรรณ อุตรนคร ผู้อำนวยการกองกลาง นายสมชัย เอมบำรุง ผู้อำนวยกองกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม อก.2 ชั้น 3 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม    

อ่านต่อ...


ปลัดฯ กอบชัย เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) 3 / 2563

27 ต.ค 2563

วันนี้ (27 ตุลาคม 2563) นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร)  3 / 2563 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 - 3 พฤศจิกายน 2563 ณ จังหวัดภูเก็ต โดยมีนางวรวรรณ ชิตอรุณ นายจุลพงษ์ ทวีศรี  รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม อก.1 สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม  

อ่านต่อ...


รัฐมนตรีฯ สุริยะ กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงานงานสัมมนา EEC GO เดินหน้าลงทุน

26 ต.ค 2563

วันนี้ (26 ตุลาคม 2563) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมงานสัมมนา EEC GO เดินหน้าลงทุน พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ พร้อมด้วย นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ โฆษกประจำกระทรวงอุตสาหกรรม จัดโดย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ โดยมี นายสมชาย มีเสน รองประธานกรรมการบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับ ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ   สำหรับงานสัมมนา EEC GO เดินหน้าลงทุน จัดขึ้นเป็นปีที่ 4 เพื่อเป็นการติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการ EEC พร้อมทั้งเป็นกระจายข้อมูลข่าวสารของโครงการ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจของประเทศไทยเดินหน้าได้อย่างเข้มแข็ง มั่งคั่ง และยั่งยืน      

อ่านต่อ...


กระทรวงอุตสาหกรรมผลักดันอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน เชื่อมั่นเกิดการลงทุนเพิ่มกว่า 500 ล้านบาท

26 ต.ค 2563

กระทรวงอุตสาหกรรม ผลักดันอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เชื่อมั่นเกิดการลงทุนเพิ่มกว่า 500 ล้านบาท พร้อมจัดงาน Green Scrap Metal Thailand 2020 วันที่ 30 ตุลาคมนี้   นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้ให้ความสำคัญกับนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green (BCG) Economy) และสนับสนุนในเกิดการลงทุนจากภาคธุรกิจเอกชนไปพร้อมกัน โดยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนได้มอบหมายให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการ เหมืองแร่เตรียมจัดงานประชาสัมพันธ์โครงการจัดการเศษโลหะอย่างยั่งยืน หรือ Green Scrap Metal Thailand 2020  ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะลดการปลดปล่อยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน ลดการสร้างของเสียในภาคอุตสาหกรรม ด้วยการนำกลับมาผลิตในรูปแบบใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูนิโด) กรมควบคุมมลพิษ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย รวมถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมรีไซเคิลเศษโลหะ   การดำเนินโครงการดังกล่าวคาดว่าจะส่งเสริมผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมรีไซเคิลตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานให้เข้าร่วมโครงการ 1,889 ราย และสนับสนุนผู้ประกอบการให้เป็นโรงงานนำร่อง 5-10 ราย ซึ่งคาดว่าจะสร้างให้เกิดมูลค่าการลงทุนของบริษัทที่เข้าร่วมโครงการในการปรับปรุงเครื่องจักรและปรับปรุงกระบวนการผลิตมากกว่า 560 ล้านบาท โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินสนับสนุนส่วนหนึ่งจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility) เพื่อลดการปล่อยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนานประเภทที่ปลดปล่อยไม่จงใจในกลุ่มที่เรียกว่า ยูป๊อป (U-POPs) เช่น ไดออกซิน และฟิวแรน เป็นต้น ได้ไม่น้อยกว่า 20% ซึ่งสารดังกล่าวมีพิษสูง สลายตัวยาก เกิดการตกค้างในสิ่งแวดล้อม และขณะเดียวกันคาดว่าจะสร้างความตระหนักแก่บุคลากรที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น 50%   สำหรับการดำเนินงานโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก ระยะเวลาการดำเนินงาน 5 ปี ตั้งแต่ปี 2561-2566 โดยได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก 4.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และเงินจากหน่วยงานร่วมดำเนินโครงการอีกรวมเป็นเงิน 33.71 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  โดยกิจกรรมหลักของโครงการจะมีการทบทวนกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง  การประชาสัมพันธ์ความรู้เกี่ยวกับยูป๊อป รวมทั้งส่งเสริมการใช้แนวทางด้านเทคนิคที่ดีที่สุด (Best Available Technique) และแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด (Best Environmental Practice) เพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการติดตามประเมินผลโรงงานนำร่องที่มีการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมต่อไป   “การจัดการเศษโลหะอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยจะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อเนื่องมหาศาล  เพราะนำกลับมารีไซเคิลได้ ลดของเสียในระบบอุตสาหกรรม การใช้พลังงานในกระบวนการผลิตก็ลดลง  ซึ่งงาน Green Scrap Metal Thailand 2020 จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคมนี้ เพื่อให้ความรู้ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ตลอดจนเพื่อสร้างประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรมต่อไป” นายสุริยะ กล่าว  

อ่านต่อ...


สมอ. ลั่น “ยางหล่อดอกซ้ำ” ต้องเป็นสินค้าควบคุม เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และรถยนต์นั่ง เวลาชน คนในรถต้องปลอดภัย

26 ต.ค 2563

“สุริยะ” จี้ สมอ. เร่งประกาศยางหล่อดอกซ้ำ เป็นสินค้าควบคุม เพื่อความปลอดภัยของประชาชน หลังบอร์ด สมอ. เห็นชอบ พร้อมรถยนต์ขนาดเล็กต้องได้มาตรฐานความปลอดภัยจากการชนของรถยนต์ ทั้งด้านหน้า และด้านข้าง รวมมาตรฐานอื่นๆ อีก 64 มาตรฐานวานนี้ (20 ตุลาคม 2563)   นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้กำชับให้ สมอ. เร่งดำเนินการประกาศให้ยางหล่อดอกซ้ำต้องเป็นสินค้าควบคุม พร้อมกับรถยนต์ขนาดเล็กต้องได้มาตรฐานความปลอดภัยจากการชนของรถยนต์ทั้งด้านหน้า และด้านข้าง หลังจากที่บอร์ด สมอ. เห็นชอบมาตรฐานดังกล่าว สืบเนื่องจากมีการนำยางรถยนต์เก่าไปหล่อดอกยางซ้ำโดยไม่ได้มาตรฐาน ทำให้เกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะยางรถบรรทุกขนาดใหญ่ รถขนสินค้า และรถพ่วง จึงกำหนดให้ยางหล่อดอกซ้ำต้องเป็นสินค้าควบคุม โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อคุ้มครองประชาชนให้ปลอดภัยจากการใช้สินค้า ซึ่งจะเป็นผลให้ผู้ทำ และผู้นำเข้าสินค้าดังกล่าว จะต้องขออนุญาตจาก สมอ. เพื่อดำเนินการตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าก่อน หากไม่เป็นไปตามมาตรฐานจะไม่สามารถนำมาจำหน่ายในท้องตลาดได้ สำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมหล่อดอกยางภายในประเทศ จะต้องขออนุญาตในการทำจาก สมอ. ก่อน และจะต้องทำสินค้าให้ได้มาตรฐานตามที่กำหนดไว้ มิฉะนั้น จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ   ดร.จุลพงษ์  ทวีศรี  ประธานคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรฐานยางหล่อดอกซ้ำฉบับนี้ ครอบคลุมยางรถยนต์ที่ใช้กับรถยนต์สำหรับขนส่งผู้โดยสารเกิน 9 ที่นั่ง รวมคนขับ รถขนสินค้า และรถพ่วง โดยยางที่จะนำมาหล่อดอกซ้ำได้ จะต้องเป็นยางที่เคยได้มาตรฐานตาม มอก. 2719-2560 และมีอายุการใช้งานมาแล้วไม่เกิน 7 ปี ดูจากปีผลิตข้างแก้มยาง และเมื่อหล่อดอกยางซ้ำมาแล้ว จะไม่สามารถนำมาหล่อซ้ำได้อีก    นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการ สมอ. กล่าวเพิ่มเติมว่า “นอกจากบอร์ด สมอ. จะเห็นชอบมาตรฐานยางหล่อดอกซ้ำ และมาตรฐานรถยนต์ต้องมีความปลอดภัยจากการชนทั้งด้านหน้าและด้านข้าง เป็นสินค้าควบคุมรวม 3 มาตรฐานแล้ว  ยังได้เห็นชอบมาตรฐานอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อรับมือกับเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เช่น ชุดคลุมปฏิบัติการสำหรับแพทย์  เครื่องมือวัดอุณหภูมิร่างกาย  และกล้องวัดอุณหภูมิร่างกาย รวมทั้งมาตรฐานอื่นๆ อีกรวม 64 มาตรฐาน” เลขาธิการ สมอ. กล่าว  

อ่านต่อ...


Page 1 of 342