ข่าวประชาสัมพันธ์กระทรวงอุตสาหกรรม

ปลัดกอบชัยฯ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ครั้งที่ 6-1/2563

25 พ.ย 2563

วันนี้ (25) พฤศจิกายน 2563 นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ครั้งที่ 6-1/2563  เพื่อพิจารณาแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ให้ข้อคิดข้อเสนอแนะในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการในการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศตามกรอบยุทธศาสตร์ของประเทศ รวมทั้งขับเคลื่อน กำกับ ติดตามและแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ โดยมี นายประกอบ วิวิธจินดา  อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม  

อ่านต่อ...


รัฐมนตรี ฯ สุริยะ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงอุตสาหกรรม

24 พ.ย 2563

วันนี้ (24 พฤศจิกายน 2563) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อติดตามการดำเนินงาน โดยมี นายธีระยุทธ วานิชชัง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำอุตสาหกรรม นายสุชาติ ไตรแสงรุจิระ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นางวรวรรณ ชิตอรุณ นายจุลพงษ์ ทวีศรี นายภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วม ณ ห้องประชุม อก.1 สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม  

อ่านต่อ...


3 กระทรวงฯ ใหญ่ จับมือผลักดัน ผลักดันการพัฒนาบุคลากร ยานยนต์สมัยใหม่ จับมือภาคเอกชนพร้อมชูนวัตกรรม ผ่านอุทยานวิทยาศาสตร์

24 พ.ย 2563

กระทรวงอุตสาหกรรมจับมือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ลงนามสร้างและพัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ผลักดันการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ให้สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน โดยมี นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายยศพล เวณุโกเศศ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นผู้ร่วมพิธีลงนาม ณ ห้องโถง ชั้น 1 สำนักปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม   นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า สืบเนื่องจากนโยบายด้านการขับเคลื่อน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาลยานยนต์ไฟฟ้าเป็น 1 อุตสาหกรรมเป้าหมายเดิมที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ และสอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้เป็นเมืองสะอาด ตลอดจนนำพาประเทศสู่โลกยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการกำหนดเป้าหมายการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต ปี 2573 จำนวนร้อยละ 30 ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมด ซึ่งเป้าหมายดังกล่าว จำเป็นต้องพึ่งพาแรงงาน และบุคลากรที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพ ดังนั้น จึงเกิดเป็นความร่วมมือระหว่าง 3 หน่วยงาน ในการร่วมกันผลักดันให้เกิดการพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1.) เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ทักษะฝีมือและวิชาการขั้นสูง ที่สอดคล้องกับการพัฒนาเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ตลอดจนกำหนดกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน เพื่อสร้างกำลังคนทักษะฝีมือและหรือวิชาการขั้นสูงที่สอดคล้องกับความต้องการการพัฒนาเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ 2.) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมทางวิชาการให้แก่ ครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มพูนทักษะให้ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการหรือกิจการที่จะเข้ามาลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ และ 3.) เพื่อสร้างแพลตฟอร์ม (Platform) กลางแลกเปลี่ยนระหว่างหน่วยงานภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานภาคการศึกษา และเก็บข้อมูลเพื่อเป็นข้อมูลกลางด้านจำนวนกำลังคน และช่องว่างทางทักษะ (Skills Gap) ของกำลังคนในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่   นายยศพล เวณุโกเศศ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า สอศ. เป็นหน่วยงานหลัก ในการผลิตแรงงานเพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายร่วมกับอีกสองหน่วยงาน และภาคเอกชน ซึ่งปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้มีนโยบายขับเคลื่อนโครงการศูนย์การเรียนรู้ หรือ Excellent Center (EC) สำหรับการฝึกทักษะอาชีพให้แก่นักศึกษา โดยมีเป้าหมายที่จะขยายการพัฒนาให้ครอบคุลม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) และในอนาคตวางเป้าหมายเปิดศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ (HCEC) โรงเรียนต้นแบบแห่งแรกเพื่อเป็นศูนย์กลางการสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียน-เอกชนในระดับภูมิภาค มุ่งพัฒนาศักยภาพบุคคล สู่การเป็น มนุษย์ที่มีความเป็นเลิศ ตามมาตรฐานสากล สมอ. กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันสอศ.มีหลักสูตรสำคัญที่เปิดสอนในปีการศึกษา 2564 คือ สาขาวิชาเทคนิคเครื่องกล สาขางาน (ย่อย) เทคนิคยานยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งหมด 16 วิทยาลัย ซึ่งสามารถต่อยอดด้านกำลังผลิตได้เป็นอย่างดี ดังนั้น จึงพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ปัจจุบัน สอศ. มีการทำความร่วมมือทวิภาคร่วมกับบริษัทผลิตแบตเตอรี่รถยนต์หลายบริษัท ซึ่งอยู่ในโครงการ EC โดยได้ร่วมมือกับวิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทราในสังกัดของ สอศ.ดำเนินโครงการ EC ในด้านยานยนต์ ดังนั้นทางอาชีวศึกษามีความพร้อมในการผลิตนักศึกษาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ผลิต อย่างไรก็ตาม การผลิตนักศึกษาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการนั้นยังคงต้องคำนึงถึงโอกาสในการประกอบอาชีพหลังสำเร็จการศึกษา ว่าจะสามารถรองรับจำนวนนักศึกษาจบใหม่ได้ครบถ้วนหรือไม่    ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า อุทยานวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ตลอดจนเครือข่ายศูนย์วิจัยทั่วประเทศ จะสามารถช่วยในการสนับสนุนข้อมูล การใช้ห้องปฏิบัติการเครื่องมืออุปกรณ์ โรงงานต้นแบบ ให้กับผู้ประกอบการที่เป็นเครือข่ายเพื่อส่งเสริมและพัฒนาต่อยอดให้ธุรกิจอุตสาหกรรมมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น โดยการสนับสนุนดังกล่าว จะสามารถ ลดต้นทุน พร้อมทั้งยกระดับประสิทธิภาพการผลิตด้วยความช่วยเหลือของนักวิจัยระดับชาติ ส่งต่องานวิจัยจากหิ้งสู่ห้างได้สำเร็จ โดยผ่านกระบวนการเชื่อมโยงกับหน่วยงานในระดับจังหวัดในการขยายผลขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืนต่อไป   -----------------------------------------

อ่านต่อ...


รัฐมนตรีฯ สุริยะ ให้ คณะสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน (USABC) เข้าพบ

23 พ.ย 2563

วันนี้ (23 พฤศจิกายน 2563) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ นายอเล็กซานเดอร์ ซี เฟลด์แมน ประธานสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน (USABC) นำคณะนักธุรกิจผู้แทนบริษัทชั้นนำของสหรัฐอเมริกา เข้าพบ โดยมี นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ โฆษกประจำกระทรวงอุตสาหกรรม นายภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วม ณ ห้องประชุม อก.1 สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม   สำหรับการเข้าพบในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือแนวทางการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา รวมถึงมาตรการการรับมือ และฟื้นฟูจากสถานการณ์โควิด-19 การนำเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 ในภาคส่วนต่าง ๆ และความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนทางเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญกับกลุ่มธุรกิจ SMEs ตลอดจนการเปิดตลาดการส่งออกโดยปราศจากกำแพงภาษี ทั้งนี้ การประชุมหารือดังกล่าว มีการร่วมประชุมผ่านทางระบบการสื่อสารทางไกล (Video Conference) กับกลุ่มนักธุรกิจ USABC จากสหรัฐอเมริกา  

อ่านต่อ...


รองปลัดวรวรรณฯ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานทบทวนบทบาท ภารกิจ และโครงสร้างของ สปอ. ในราชการบริหารส่วนกลาง

23 พ.ย 2563

วันนี้ (23 พฤศจิกายน 2563)  นางวรวรรณ  ชิตอรุณ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม  เป็นประธานการประชุมคณะทำงานทบทวนบทบาท ภารกิจ และโครงสร้างของ สปอ. ในราชการบริหารส่วนกลาง โดยมีนายสหวัฒน์  โสภา  ผู้ช่วยปลัดกระทรวงอุตสาสหกรรม  นายเสน่ห์ นิยมไทย ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมด้วย ณ ห้องประชุมชุณหะวัณ ชั้น 3 อาคาร สปอ.  

อ่านต่อ...


ปลัดกอบชัยฯ เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตร "นักบริหารการอุตสาหกรรมระดับสูง" รุ่นที่ 21

23 พ.ย 2563

วันนี้ (23 พฤศจิกายน  2563) เวลา  10.30 น. นายกอบชัย  สังสิทธิ์สวัสดิ์  เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตร "นักบริหารการอุตสาหกรรมระดับสูง" รุ่นที่ 21 ของกระทรวงอุตสาหกรรม มีผู้เข้าร่วมรับการอบรมทั้งจากส่วนกลางและภูมิภาคและหน่วยงานภายนอก จำนวน 40 คน จัดขึ้นระหว่างวันที่  23 พฤศจิกายน 2563 – 25 กุมภาพันธ์ 2564 ณ โรงแรมเดอะทวินทาวเวอร์ โดยมีนางวรวรรณ  ชิตอรุณ  รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายสหวัฒน์  โสภา ผู้ช่วยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดการฝึกอบรมฯ  

อ่านต่อ...


งานสัมมนา The Project Dissemination Seminar on Assisting the Foundation of The Smart Monodzukuri Support Team System in Thailand

23 พ.ย 2563

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 นายจุลพงษ์ ทวีศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเป็นเกียรติในการเปิดงานสัมมนา The Project Dissemination Seminar on Assisting the Foundation of The Smart Monodzukuri Support Team System in Thailand ภายในงาน Metalex 2020 โดยมีนายณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และผู้แทนจากหน่วยงานรัฐประเทศญี่ปุ่น เข้าร่วมด้วย ณ Robotics Cluster Pavilion ศูนย์แสดงสินค้าและนิทรรศการ ไบเทค บางนา   การสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานการพัฒนาบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญของไทย และองค์กรในภาคอุตสาหกรรมที่เป็นโรงงานต้นแบบในการพัฒนาอุตสาหกรรม ก้าวสู่ยุค 4.0 ด้วยหลักการที่ถูกต้อง โดยผ่านกระบวนการองค์ความรู้ IVI (Industrial Value Chain Intiative) เพื่อให้ทราบถึงผลลัพธ์ ประสิทธิผลของโครงการ Smart Monodzukuri Support Team for Thailand ทีมสนับสนุนอุตสาหกรรมอัจฉริยะของประเทศไทย ที่ได้เริ่มดำเนินการในปี 2562 และได้รับความร่วมมือในการนำ Iot มาใช้ โดยทีมสนับสนุนอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เป็นต้นแบบ รวมทั้งถ่ายทอดระบบที่สามารถพัฒนาให้บุคลากรพึ่งพาตนเองได้ โดยเริ่มจาก Small Start Iot แบบต้นทุนต่ำ เพิ่มมูลค่าสูง สามารถนำไปขยายผล ประกอบกับมีองค์ความรู้ภายในองค์กรเอง เพื่อส่งเสริมการพัฒนาระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ในอุตสาหกรรมให้ดำเนินอย่างราบรื่นต่อไป    

อ่านต่อ...


สุริยะชูอุตสาหกรรมดาวรุ่งปี 2564  ยา-อาหารโตต่อเนื่อง ชี้ภาคอุตฯ ต้องปรับตัวให้ทันความต้องการยุค New Normal 

20 พ.ย 2563

         กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ชูอุตสาหกรรมเภสัชภัณฑ์และอุตสาหกรรมอาหารเป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่งของปี 2564 จากปัจจัยด้านความต้องการในการรักษาโรค และความกังวลจากสถานการณ์โควิด-19 ชี้ภาคอุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันผู้บริโภคหลังพฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันที่เพิ่มขึ้น และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม             นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงสู่ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ที่เน้นสินค้าจำเป็นมากขึ้น เช่น สินค้ากลุ่มอุปโภคและบริโภค โดยผลการศึกษาของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้ประมาณการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเป็นอุตสาหกรรมเด่นที่ขยายตัวต่อเนื่องในปี 2564  ซึ่งมาจากปัจจัยด้านความต้องการในการรักษาโรค และความกังวลจากสถานการณ์โควิด-19 ได้แก่ อุตสาหกรรมเภสัชภัณฑ์และอุตสาหกรรมอาหาร คาดว่าทั้งปี 2563 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.5 เมื่อเทียบจากปีก่อน เช่นเดียวกันกับอุตสาหกรรมถุงมือยางที่คาดว่าในปี 2563 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.2 เมื่อเทียบจากปีก่อน จากความต้องการใช้ทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น ในขณะที่อุตสาหกรรมอาหาร (ไม่รวมน้ำตาล) คาดว่าทั้งปี 2563 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 เมื่อเทียบจากปีก่อน โดยได้รับอานิสงส์จากการสำรองสินค้าทั้งตลาดในประเทศและส่งออก นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดที่ใช้ในครัวเรือน คาดว่าในปี 2563 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.0 เมื่อเทียบจากปีก่อน จากความต้องการใช้สินค้าประเภทตู้เย็น เตาอบไมโครเวฟและกระติกน้ำร้อน เนื่องจากผู้บริโภคยังมีความต้องการสำรองอาหารสดไว้ที่บ้านเพิ่มขึ้น ประกอบกับผู้ประกอบการมีการลดราคาสินค้า ส่วนเครื่องซักผ้ามีการส่งออกไปตลาดอาเซียนเพิ่มขึ้น             ในขณะที่อุตสาหกรรมหลัก เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และยางล้อ อุตสาหกรรมปิโตรเลียมอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าเริ่มฟื้นตัวตามปัจจัยการฟื้นตัวของการบริโภคของภาคเอกชนหรือครัวเรือน และการจ้างงานเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะใกล้เคียงปกติแล้ว ประกอบกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่เริ่มกลับมาดีขึ้น รวมถึงมาตรการภาครัฐที่มีโครงการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้เร่งขยายการพัฒนาและการส่งเสริมการลงทุนมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมหลักและอุตสาหกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต              “อุตสาหกรรมอาหารและเภสัชภัณฑ์จะเป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่งในปี 2564 เนื่องจากสามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ แต่ในภาพรวมภาคอุตสาหกรรมผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัว โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีในการยกระดับภาคอุตสาหกรรมเพื่อลดต้นทุนและเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขัน ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการห่วงโซ่การผลิต มุ่งใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการปล่อยมลภาวะและสร้างเศรษฐกิจสีเขียว สามารถตอบสนองต่อความต้องการสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่กำลังขยายตัวอยู่ทั่วโลก เพื่อรักษาฐานการผลิตที่สำคัญของโลกและพัฒนาสินค้าที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน” นายสุริยะ กล่าวปิดท้าย             นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภคและต้องปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีมากขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคในยุคนิวนอร์มอล โดยการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในภาคอุตสาหกรรมและสร้างนวัตกรรมที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค ปรับรูปแบบการจัดการตลอดห่วงโซ่การผลิต รวมถึงต้องตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับเรื่องดังต่อไปนี้              1. การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ที่ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง เช่น เทคโนโลยีดิจิทัลที่ทำให้การซื้อของและการทำธุรกรรมทางการเงินมาอยู่บนสมาร์ทโฟน เทคโนโลยีแพลตฟอร์มที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายทำให้เกิดเศรษฐกิจเชิงแบ่งปันโดยไม่ผ่านตัวแทนจำหน่าย ซึ่งผู้ขายสามารถขายสินค้ากับผู้ซื้อได้โดยตรง              2. ห่วงโซ่การผลิต เมื่อระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์สามารถทำงานแทนคนได้เกือบทั้งหมด ทำให้หลายธุรกิจซึ่งเดิมกระจายขั้นตอนการผลิตไปหลายๆ ที่ทั่วโลกย้ายกลับมาผลิตในภูมิภาคมากขึ้น หรือดึงขั้นตอนการผลิตกลับไปผลิตภายในประเทศปลายทางเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดได้เร็วขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยเนื่องจากเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกและภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่              3. สิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจและการใช้ชีวิตของประชากรโลก โดยคาดว่าในอนาคตน้ำสะอาดจะเป็นสิ่งที่ขาดแคลน ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจและการใช้ชีวิตของประชากรโลก อีกทั้งยังมีความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์หรือมาตรฐานในการทำธุรกิจที่ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญและให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนมากขึ้น             4. แรงงาน จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในอนาคตอีก 15-20 ปี ข้างหน้า ประเทศไทยกำลังเป็นประเทศที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย มีจำนวนผู้สูงอายุมากขึ้นและคนวัยทำงานน้อยลง ส่งผลต่อโครงสร้างแรงงานที่เปลี่ยนไปทำให้การทำธุรกิจในรูปแบบเดิมที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมากอาจไม่เหมาะสม ภาคธุรกิจจึงต้องปรับรูปแบบการผลิตจากการเน้นความได้เปรียบจากต้นทุนค่าแรงหรือใช้แรงงานจำนวนมากเปลี่ยนเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรม นายทองชัย กล่าวปิดท้าย

อ่านต่อ...


ปลัดฯ กอบชัย ลงพื้นที่เยี่ยมชมศึกษาการดำเนินงาน กระบวนการผลิตสินค้าเหล็ก บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน)

18 พ.ย 2563

วันนี้ (18 พฤศจิกายน 2563) นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่เยี่ยมชมศึกษาการดำเนินงาน กระบวนการผลิตสินค้าเหล็ก บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) (SSI) พร้อมด้วย นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม นายเอกภัทร วังสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย และคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมี นายนาวา จันทนสุรคน นายกสมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย ในฐานะผู้แทนกลุ่ม 7 สมาคมอุตสาหกรรมเหล็กไทย นายมนินทร์ อินทร์พรหม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการผลิต บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) นายเฉลิม บุญเทียบ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน) นายวีระพงษ์ เกษมสุขไพศาล ผู้จัดการฝ่ายควบคุมการผลิต บริษัท เหล็กแผ่นเคลือบไทย จำกัด ให้การต้อนรับ ณ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์    สำหรับ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ เอสเอสไอ เป็นผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน รายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยกำลังการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนสูงสุด โดยมุ่งเน้นการนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เหล็กแผ่นชั้นคุณภาพพิเศษ เพื่อรองรับความต้องการการใช้เหล็กที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาคสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ พลังงาน การขนส่ง และการก่อสร้าง โดย เอสเอสไอ ได้มีการลงทุนร่วมในโครงการต่อเนื่องที่สำคัญ ประกอบด้วย 1. บริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน) (TCRSS) 2. บริษัท เหล็กแผ่นเคลือบไทย จำกัด (TCS) 3. บริษัท ท่าเรือประจวบ จำกัด (PPC) ให้บริการท่าเรือพาณิชย์เอกชนที่มีความลึกที่สุดในประเทศไทย รองรับการขนถ่ายวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์เหล็กได้ในปริมาณมาก และ 4. บริษัท เวสท์โคสท์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (WCE) ให้บริการงานด้านวิศวกรและซ่อมบำรุง รวมถึงการออกแบบทางวิศวกรรมที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจเหล็ก   ทั้งนี้ ปลัดฯ กอบชัย พร้อมคณะ ได้เยี่ยมชมกระบวนการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อน ซึ่งเป็นเหล็กที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในการประกอบหรือขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ด้วยกำลังการผลิตสูงสุด 2.4 ล้านตันต่อปี และมีกำลังการผลิตที่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน จะถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องมากมาย อาทิ อุตสาหกรรมก่อสร้าง ท่อเหล็ก ถังแก๊ส ตู้คอนเทนเนอร์ ยานยนต์และชิ้นส่วน พร้อมทั้งส่งออกต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชมขั้นตอนกระบวนการผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็น ของ บริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน) (TCRSS) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็น รายแรกและรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เพื่อการผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็นชนิดม้วนแห่งแรกในประเทศไทย ด้วยเงินลงทุนกว่า 13,500 ล้านบาท ปัจจุบันมีกำลังการผลิตสูงสุด 1.2 ล้านตันต่อปี โดยใช้เหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนเป็นวัตถุดิบในการผลิต และบริษัท เหล็กแผ่นเคลือบไทย จำกัด (TCS) เป็นผู้ผลิตเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสีด้วยกรรมวิธีทางไฟฟ้ารายแรกและรายใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เพื่อการผลิตเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสีด้วยกรรมวิธีทางไฟฟ้า ด้วยเงินลงทุนประมาณ 2,450 ล้านบาท มีกำลังการผลิตสูงสุด 180,000 ตันต่อปี ซึ่งใช้เหล็กแผ่นรีดเย็นเป็นวัตถุดิบในการผลิต โดยคุณสมบัติของเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสีด้วยกรรมวิธีทางไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์จะมีความเหมาะสม สำหรับการใช้งานที่ต้องการความทนทานต่อการสึกกร่อนมากกว่าเหล็กแผ่นรีดเย็น ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ คอมพิวเตอร์ เเละเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ เช่น โทรทัศน์ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ฯ ต่างหันมาใช้เหล็กแผ่นเคลือบสังกะสีด้วยกรรมวิธีทางไฟฟ้ากันมากยิ่งขึ้น ตามความต้องการของผู้บริโภค  

อ่านต่อ...


TGI จับมือพันธมิตร TARA , MARA, SIMTec และ EEC Automation Park ร่วมประกาศเจตจำนงสนับสนุนการยกระดับโรงงานสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้วย Total Smart Solutions ภายในงาน Metalex 2020

18 พ.ย 2563

วันนี้ (18 พฤศจิกายน 2563) นายจุลพงษ์ ทวีศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีประกาศเจตจำนงสนับสนุนการยกระดับโรงงานสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้วย Total Smart Solutions ภายในงาน Metalex 2020 มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงศักยภาพและความร่วมมือ รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการได้ทราบถึงนโยบายและการสนับสนุนของกระทรวงอุตสาหกรรมผ่านหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่จะช่วยสนับสนุนการยกระดับโรงงานเข้าการเป็น Smart Factory ในสู่อุตสาหกรรม 4.0 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศ โดยมีนายสมหวัง บุญรักษ์เจริญ ผู้อำนวยการสถาบันไทย-เยอรมัน ร่วมด้วย ณ Robotics Cluster Pavilion ศูนย์แสดงสินค้าและนิทรรศการ ไบเทค บางนา   การแสดงเจตจำนงสนับสนุนการยกระดับโรงงานสู่อุตสาหกรรม 4.0 ในครั้งนี้ มีผู้ร่วมแสดงเจตจำนงประกอบด้วย 5 หน่วยงาน จากภาครัฐและเอกชนซึ่งทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการประยุกต์ใช้หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และการยกระดับโรงงานสู่อุตสาหกรรม 4.0 ทั้งสิ้น ได้แก่ 1) Center of Robotics Excellence (CoRE) โดยมีสถาบันไทย-เยอรมันเป็นผู้แทน 2) สมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (TARA) 3) สถาบันพัฒนาบุคลากรสาขาเทคโนโลยีอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (MARA) กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน 4) สถาบันเทคโนโลยีการผลิตสุมิพล (SIMTec) และ 5) EEC Automation Park มหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งแต่ละหน่วยงานต่างมีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยีและบุคลากร ที่จะช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการในการยกระดับเทคโนโลยีและเตรียมบุคลากรก้าวสู่อุตสาหรรม 4.0 ต่อไป  

อ่านต่อ...


Page 1 of 346