ข่าวประชาสัมพันธ์กระทรวงอุตสาหกรรม

ก.อุตฯ เผยผลการดำเนินงานกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี ปี 61 ด้านการเงินและการตอบสนองผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด

20 มี.ค 2562

ก.อุตฯ เผยผลการดำเนินงานกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี ปี 61 ด้านการเงินและการตอบสนองผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด   นายเดชา จาตุธนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (สอป.) เผยว่า กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี จัดตั้งตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุน ให้ความช่วยเหลือเงินทุน และการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้แก่ SMEs ที่มีศักยภาพในการต่อยอดพัฒนาธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน รวมถึงการส่งเสริมและพัฒนา SMEs ให้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น   โดยกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี เร่งช่วยเหลือ SMEs ทั่วประเทศให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ตามนโยบายของรัฐบาล มีกระบวนการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อที่เป็นระบบ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาและความต้องการของพื้นที่ โดยได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีระดับจังหวัด ซึ่งเน้นการมีส่วนร่วมของหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการเงิน ในการร่วมพิจารณาสินเชื่ออย่างรอบคอบและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กองทุนฯ กำหนด โดยได้มีการปรับลดขั้นตอนการให้บริการให้สามารถปล่อยสินเชื่อแก่ SMEs ทั่วประเทศได้มากกว่า 10,400 ราย มูลค่าการอนุมัติสินเชื่อกว่า 15,300 ล้านบาท และอยู่ระหว่างขั้นตอนพิจารณาอนุมัติ จำนวนกว่า 2,700 ล้านบาท ส่งผลให้กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีมีผลการประเมินในปีแรก (พ.ศ.2561) จากกรมบัญชีกลาง ด้านการเงิน 4.7 คะแนนและการตอบสนองต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ 5 คะแนนจากคะแนนเต็ม 5 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กองทุนฯ กำหนด   นอกจากนี้ กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอียังได้ให้บริการส่งเสริมและพัฒนาควบคู่กับการให้สินเชื่อเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้แก่ SMEs อาทิ การเพิ่มผลิตภาพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างโอกาสทางการตลาด การบริหารบัญชีและการเงินที่เป็นระบบ โดยสามารถช่วยเหลือพัฒนา SMEs ไปแล้วกว่า 9,500 ราย ทำให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และลดความเสี่ยงของการเป็นหนี้ด้อยคุณภาพได้     ทั้งนี้ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี กล่าวเพิ่มเติมว่า กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี ได้ดำเนินการพัฒนากระบวนการปล่อยสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ SMEs ทั่วประเทศเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันได้มีการพัฒนาปรับปรุงระบบการบริหารจัดการภายใน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2562 ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ได้สั่งการให้สำนักงานกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี จัดทำแผนปรับปรุงการให้สินเชื่อและการส่งเสริมพัฒนา SMEs และแผนเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการกองทุนให้กรมบัญชีกลางภายในวันศุกร์ที่ 29 มีนาคม 2562 และดำเนินการตามแผนให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน

อ่านต่อ...


“อธิบดีกอบชัย” ลงพื้นที่ อ.สันทราย บุกห้องปฏิบัติการทันตกรรม ผู้ผลิตฟันเทียมรายใหญ่ของประเทศ

20 มี.ค 2562

“อธิบดีกอบชัย” ลงพื้นที่ อ.สันทราย บุกห้องปฏิบัติการทันตกรรม ผู้ผลิตฟันเทียมรายใหญ่ของประเทศ   จ.เชียงใหม่ 19 มีนาคม 2562 - นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พร้อมด้วย นายเจตนิพิฐ รอดภัย เลขานุการกรม สำนักงานเลขานุการกรม นายวาที พีระวรานุพงศ์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาดิจิทัลอุตสาหกรรม นางสาวนิรามัย ศิริศรีสุดากุล ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที 1 นางสาวหนึ่งหทัย ธรรมพิทักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 2 นางเฉลา ศรีเพ็ชร์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 และคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผลการดำเนินงานของสถานประกอบการที่ได้รับการส่งเสริม พัฒนา และสนับสนุนจาก กสอ. ณ บริษัท เอ็กซาซีแลม จำกัด โดยมีคณะผู้บริหารบริษัทฯ ให้การต้อนรับ พร้อมทั้งกล่าวสรุปผลการดำเนินงานโดยรวมของบริษัทฯ และนำเยี่ยมชมกระบวนการผลิตต่าง ๆ   บริษัทดังกล่าว เป็นผู้ผลิตทันตกรรมเทียม (ฟันปลอม) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยผลิตฟันปลอมในรูปแบบต่าง ๆ ให้กับคลินิกทันกรรมและโรงพยาบาลของประเทศไทย รวมถึงส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ด้วยคุณภาพในมาตรฐาน ISO13485 และมาตรฐานระดับสากลต่าง ๆ มีใบรับรองแหล่งที่มาและคุณภาพวัตถุดิบ ซึ่งบริษัทฯ จัดได้ว่ามีกระบวนการผลิตที่ทันสมัยที่สุด ได้แก่ ระบบ Intra oral scanner and digital model ซึ่งเป็นการสแกนช่องปากและสร้างเป็นพิมพ์ปากสำหรับการหล่อฟันเทียม ทำให้สะดวก รวดเร็ว มีการส่งงานแบบออนไลน์ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุน จาก กสอ. ในโครงการต่าง ๆ ทำให้เกิด้แนวทางในการพัฒนารูปแบบธุรกิจอย่างรอบด้านทั้งในด้านการผลิต การบริหารจัดการ และการพัฒนาบุคลากร เช่น สามารถปรับผังโรงงานใหม่เหมาะสมกับกระบวนการผลิต มีความรวดเร็วในการรับคำสั่งซื้อและการสั่งงาน และสามารถลดอัตราของเสียได้ โดยล่าสุดทางบริษัทฯ ยังได้เข้าร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมระบบเพื่อเฝ้าติดตาม และตรวจสอบดูแลการทำงานของเครื่องจักร (Machine Monittoring System) เพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหวร่างกายของพนักงานในแต่ละวัน และเชื่อมต่อผ่านระบบการจัดการข้อมูล เพื่อบริหารจัดการพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ดังกล่าวทำให้ประสิทธิภาพของการผลิตฟันปลอมจาก 400 ชิ้นต่อเดือนเป็น 480 ชิ้นต่อเดือน คิดเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 หรือ คิดเป็นมูลค่า 1.2 ล้านบาท### PR.DIP (กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม) รายงาน ### PR.DIP (กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม) รายงาน

อ่านต่อ...


การประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาและยกระดับสินค้าอุตสาหกรรม ครั้งที่ 5-6/2562

19 มี.ค 2562

วันนี้ (19 มีนาคม 2562) นายสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาและยกระดับสินค้าอุตสาหกรรม ครั้งที่ 5-6/2562 เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาและยกระดับสินค้าอุตสาหกรรมของกระทรวงอุตสาหกรรม  อาทิ  โครงการสร้างสรรค์อัตลักษณ์สินค้าอุตสาหกรรมชุมชนสู่สากล (กสอ.) และยกระดับสินค้าอุตสาหกรรมชุมชมให้มีมูลค่าสูงและดึงดูดนักท่องเที่ยว  นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้ร่วมกันพิจารณาข้อมูลและจัดทำแผนปฎิบัติการพัฒนาต่อยอด Application สินค้าอุตสาหกรรมชุมชน   โดยมี นางเบญจมาพร  เอกฉัตร   นายประกอบ  วิวิธจินดา ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม  นายจารุพันธุ์  จารโยภาส  รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ผู้แทนกลุ่มประสิทธิภาพฯ ที่ 1-6  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมชุณหะวัณ ชั้น 3 กระทรวงอุตสาหกรรม  

อ่านต่อ...


กพร. เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานความร่วมมือด้านแร่ธาตุอาเซียน ครั้งที่ 16 สร้างความร่วมมือพัฒนาด้านแร่ในอาเซียน

19 มี.ค 2562

  กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานความร่วมมือด้านแร่ธาตุอาเซียน ครั้งที่ 16 หวังสร้างให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนา ด้านแร่ในประเทศสมาชิกอาเซียน   เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2562 นายวิษณุ ทับเที่ยง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมคณะทำงานความร่วมมือด้านแร่ธาตุอาเซียน ครั้งที่ 16 หรือ The 16th ASEAN Senior Officials Meeting on Minerals (Working Groups) : 16th ASOMM WGs ว่า ในปี 2562 นี้ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดังกล่าว ซึ่งเป็นการประชุมคณะทำงานด้านแร่ธาตุอาเซียนระดับอธิบดีหรือผู้แทนจากสมาชิกประเทศอาเซียน จำนวน 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มาเลเซีย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐสิงคโปร์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และราชอาณาจักรไทย  โดยการประชุมดังกล่าวมุ่งหวังให้เกิดความร่วมมือในเชิงนโยบายในการพัฒนาด้านแร่ธาตุในประเทศสมาชิกอาเซียน   การประชุมดังกล่าวแบ่งออกเป็น 4 คณะ ประกอบด้วย (1) คณะทำงานด้านการค้าและการลงทุนด้านแร่ หารือด้านการสร้างโอกาส การอำนวยความสะดวก และการสนับสนุนการลงทุนด้านแร่ทั้งในและนอกภูมิภาคอาเซียน  (2) คณะทำงานด้านการเสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาด้านแร่ หารือด้านการฝึกอบรมบุคลากร การสนับสนุนความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาด้านแร่และธรณีวิทยา และการพัฒนาและนำเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมาใช้ในการพัฒนาด้านแร่  (3) คณะทำงานด้านการพัฒนาด้านแร่อย่างยั่งยืน หารือด้านการส่งเสริมการพัฒนาด้านแร่อย่างยั่งยืนในมิติสังคมและสิ่งแวดล้อม การเสริมสร้างการพัฒนาด้านแร่อย่างยั่งยืน การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ การฟื้นฟูพื้นที่หลังการทำเหมือง การร่วมมือกับประเทศคู่เจรจา และการแลกเปลี่ยนข้อมูลการสร้างความตระหนักรู้  และ (4) คณะทำงานด้านฐานข้อมูลด้านแร่ หารือด้านการสนับสนุนงานฐานข้อมูลแร่ และการแบ่งปันข้อมูลที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคอาเซียน   “ผลสำเร็จจากการประชุมครั้งนี้ จะสร้างให้เกิดความร่วมมือกันในประเทศสมาชิกอาเซียนในการจัดทำร่างแผนปฏิบัติการด้านแร่ธาตุอาเซียน ฉบับที่ 3 ระยะที่ 2 ซึ่งจะเริ่มใช้ในปี 2564  และแผนการดำเนินงานเพื่อการพัฒนาด้านแร่ธาตุอย่างยั่งยืนและเพื่อการพัฒนาศักยภาพของภูมิภาคต่อไป” นายวิษณุ กล่าว   ทั้งนี้ การประชุมคณะทำงานความร่วมมือด้านแร่ธาตุอาเซียน ครั้งที่ 16 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง กำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 18-21 มีนาคม 2562 ณ โรงแรมแคนทารี ฮิลล์ จังหวัดเชียงใหม่  โดยในวันที่ 21 มีนาคม 2562 จัดให้มีการดูงาน ณ โครงการพัฒนาพื้นที่ห้วยลานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลออนใต้ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ และหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry Village : CIV) หรือหมู่บ้าน CIV บ้านออนใต้ ตำบลออนใต้ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่  โดยได้รับเกียรติจาก นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นำคณะผู้เข้าร่วมประชุมเยี่ยมชมหมู่บ้าน CIV บ้านออนใต้ และเป็นประธานในพิธีปิดการประชุม  

อ่านต่อ...


พิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรเตรียมความพร้อมเป็นอุตสาหกรรมจังหวัด รุ่นที่ 6

18 มี.ค 2562

วันนี้ (18 มีนาคม 2562)  นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตรเตรียมความพร้อมเป็นอุตสาหกรรมจังหวัด รุ่นที่ 6 ของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีนายสุรพล  ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ  อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม นางเบญจมาพร  เอกฉัตร  ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม  นางสาวสิริรัตน์ ไกรวณิช  ผู้ช่วยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมพิธีเปิด และร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้ผู้เข้าร่วมฝึกอบรม ณ ห้องจรัสเมือง โรงแรมเดอะทวิน ทาวเวอร์   หลักสูตรเตรียมความพร้อมเป็นอุตสาหกรรม รุ่นที่ 6  มีผู้เข้ารับการอบรมจำนวน 25 คน จากหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงอุตสาหกรรม  โดยการฝึกอบรมแบ่งเป็น 4 ช่วง รวม 20 วัน  

อ่านต่อ...


รมช.สมชายเปิดงานสัมมนาวิชาการ นวัตกรรม และการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่

16 มี.ค 2562

วันนี้ (16 มี.ค. 62) นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนาวิชาการ เรื่องนวัตกรรม และการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ “Innovation Developmentof New Generation Automotive Industry” จัดโดยสาขาวิชาการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เนื่องในโอกาสสถาปนาครบรอบ 60 ปีของมหาวิทยาลัยฯ โดยมีศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และ ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือให้การต้อนรับ และนายสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเป็นเกียรติ ณ ห้องประชุมเบญจรัตน์ อาคารนวมินทรราชินี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ     รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมยานยนต์โลก กำลังก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อันเป็นผลจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และความต้องการของผู้บริโภค ทั้งนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้เตรียมการปรับมาตรฐานการระบายสารมลพิษจากเครื่องยนต์ให้เทียบเท่า Euro 5 ภายในปี 2564 และ Euro 6 ภายในปี 2565 ซึ่งเป็นการพัฒนาคุณภาพของรถยนต์ให้มีความสะอาด ประหยัด และปลอดภัย มากขึ้น และการจัดสัมมนาในครั้งนี้ ถือเป็นอีกนิมิตหมายอันดีที่จะให้ความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทิศทางตลอดจนนวัตกรรมของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ แก่ผู้สนใจ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษาต่อไป

อ่านต่อ...


“สศอ. ประชุมร่วม 4 ค่ายรถยนต์ รับฟังข้อเสนอแก้ปัญหามาตรการ EV ระยะแรก”

15 มี.ค 2562

สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ประชุมร่วม 4 ค่ายรถยนต์ เพื่อเปิดรับฟังข้อเสนอแนวทางการแก้ปัญหามาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าระยะแรก หวังยกระดับให้ไทยเป็นฐานที่มั่นการผลิตรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า     นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากช่องโหว่ของมาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าในระยะแรก ทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้จากการลดอัตราภาษีสรรพสามิตให้กับผู้ผลิตรถยนต์ HEV/PHEV โดยไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (Next-Generation Vehicles) ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรม S-Curve ของประเทศ ดังนั้น สศอ. จึงได้นำเสนอมาตรการในการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุนการผลิตชิ้นส่วนสำคัญ “Core Technology” ของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับไปสู่การเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต รวมทั้งต้องการส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าได้ในราคาประหยัด และยังช่วยบรรเทาผลกระทบจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือเรียกว่า “อีโค่อีวี (ECO EV)”       นายณัฐพล เปิดเผยเพิ่มเติมว่า มาตรการ ECO EV มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ (1) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถปรับพลิกโฉมฐานการผลิตรถยนต์ ECO Car ซึ่งเป็นฐานการผลิตรถยนต์นั่งหลักของประเทศไทย ซึ่งถูกกระทบอย่างรุนแรงจากมาตรการภาษีสรรพสามิตของการส่งเสริม EV ระยะแรก และ (2) เพื่อปิดจุดอ่อนของมาตรการส่งเสริม EV ในรอบแรก ซึ่งจากโครงการที่บริษัทเสนอขอรับการสนับสนุนทั้งหมด สศอ. พบว่า มีปัญหาใน 3 ประเด็นหลักคือ ร้อยละ 79.8 ของรถยนต์ทุกคันเป็นการลงทุนผลิต HEV ที่ไม่สามารถชาร์จไฟฟ้าได้ จึงไม่เอื้อให้เกิดการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าที่จำเป็นต่อการพัฒนาให้ไปสู่ BEV ในอนาคตได้ และกว่าร้อยละ 91.8 ของรถยนต์ที่ทุกบริษัทเสนอขอรับการสนับสนุน ไม่มีการลงทุนใน Core Technology ของ EV ในประเทศไทยเลย โดยเป็นการประกอบขั้นปลายสุด คือ ประกอบตัวถังและทดสอบแบตเตอรรี่  นอกจากนี้ รถยนต์ทุกคันที่ทุกบริษัทเสนอขอรับการสนับสนุน มีราคาสูงกว่าที่ประชาชนผู้ใช้รถยนต์ส่วนใหญ่จะเข้าถึงได้ คือ ราว 1-6 ล้านบาท ซึ่งย่อมจะทำให้จะไม่แพร่หลายหรือมีขนาดการผลิตที่เพียงพอสำหรับการลงทุนผลิต Core Technology ของ EV ในประเทศไทย ประกอบกับ นายกรัฐมันตรีได้มีข้อสั่งการให้มีการเร่งรัดการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกมาจำหน่าย เพื่อเป็นอีกทางเลือกของประชาชนในกานช่วยกันลดฝุ่น pm 2.5 จากการใช้รถยนต์ดีเซล และเบนซิน       นายณัฐพล เปิดเผยอีกว่า ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา อก. โดย สศอ. ได้ทำงานร่วมกับ BOI และ กระทรวงการคลัง และได้มีการปรับปรุงและสรุปข้อเสนอของมาตรการการ ECO EV จนล่าสุดสามารถตอบวัตถุประสงค์ต่างๆ ได้ครบทุกข้อ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะได้สรุปและประกาศมาตรการนี้ ได้รับทราบจาก กระทรวงการคลังว่า ได้รับหนังสือน่วมลงนามจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่เสนอขอรับการส่งเสริม HEV 3 ราย คือ Toyota Honda และ Nissan และบริษัทผู้จัดจำหน่ายรถปิกอัพ 1 ราย คือ ตรีเพรชอิซูซุ ได้มีข้อท้วงติง และต้องการให้ภาครัฐดำเนินมาตรการในทิศทางอื่น และในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา อก. โดย สศอ. จึงได้หารือกับผู้ผลิต HEV ทุกรายอีก ทั้งการหารือ แบบ รายบริษัท และ กลุ่ม 3+1 รายนี้ ซึ่งทั้ง 3 รายรับที่จะเสนอแนวทางในการปรับโครงการการลงทุนของแต่ละบริษัท เพื่อให้ไม่เป็นเพียงโครงการประกอบ HEV ขั้นสุดท้ายดังที่เสนอมาในปัจจุบัน แต่จะเพิ่มให้มีการลงทุนเพื่อพยายามตอบโจทย์ทั้ง 4 ข้อข้างต้น คือ (1) ราคาที่คนไทยต้องเข้าถึง EV ได้ (2) มีกระบวนการผลิตของชิ้นส่วน EV core technology (3) มีการก้าวไปสู่รถยนต์ที่สามารถชาร์ทไฟฟ้าได้ เพื่อเปิดโอกาสให้มีการพัฒนาโครงข่ายการพัฒนาไฟฟ้า และ (4) มีเส้นทางการพัฒนาฐานการผลิต ECO Car ไปสู่ยานยนต์แห่งอนาคต ที่มีการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า       นายณัฐพล เปิดเผยถึงผลการประชุมเปิดรับฟังข้อเสนอแนวทางการแก้ปัญหามาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าระยะแรก ในวันนี้ว่า “หลังจากที่ทั้ง 3 บริษัทได้ทราบโจทย์และขอกลับไปหาแนวทางประมาณ 1 เดือน ซึ่งในวันนี้บริษัทได้มารายงานผล ซึ่งสรุปได้ว่า บริษัทไม่มีข้อเสนอที่จะตอบโจทย์ทั้ง 4 ข้อ ในการแก้ปัญหามาตรการ EV ระยะแรกได้ โดยเห็นว่า ในช่วง 6 ปีนี้ ภาครัฐยังไม่ควรมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ควรรอให้มาตรการภาษีสรรพสามิตจบลงในปี 2568 ก่อน จึงควรหามาตรการแก้ไขต่อไป โดยหลังจากนี้ สศอ. จะสรุปสถานการณ์ล่าสุด เสนอ อก. ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบเรื่องการพัฒนาประเทศไทยไปสู่ industry 4.0 เพื่อทราบสถานะและพิจารณาตัดสินใจต่อไปว่าประเทศไทยและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จะเดินออกจากข้อติดขัดของการพัฒนารถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้านี้ร่วมกัน หรือไม่อย่างไร”    

อ่านต่อ...


รองปลัดสุรพล เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทพร้อมรับเข็มพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

15 มี.ค 2562

วันนี้ (15 มีนาคม 2562) เวลา 8.00 น  นายสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทพร้อมรับเข็มพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดนิทรรศการและทอดพระเนตรนิทรรศการทางวิชาการ วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม มจพ. เทคโนนิทัศน์น้อมเกล้า "60 ปีแห่งการสร้างสรรค์ประดิษฐกรรมสู่นวัตกรรม" ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ  

อ่านต่อ...


พิธีปิดและมอบประกาศนียบัตรนักบริหารอุตสาหกรรมระดับสูง รุ่นที่ 20

15 มี.ค 2562

วันนี้ (15 มีนาคม 2562)  นายสุรพล  ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานในพิธีปิดและมอบประกาศนียบัตรนักบริหารอุตสาหกรรมระดับสูง รุ่นที่ 20 ของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีนายใบน้อย สุวรรณชาตรี หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี นางรวีวรรณ อุตรนคร ผู้อำนวยการกองกลาง และนางสาวสุนีย์  โสภณ ผู้อำนวยการกองบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล เข้าร่วมแสดงความยินดี ณ ห้องจรัสเมือง โรงแรมเดอะทวิน ทาวเวอร์  

อ่านต่อ...


พิธีลงนามความร่วมมือเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการพลาสติก สู่อุตสาหกรรรมพลาสติก 4.0 ด้วยเทคโนโลยี

14 มี.ค 2562

วันนี้ (14 มี.ค. 62) นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างสถาบันพลาสติก และบริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน)  หรือเอ็มเฟค เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการพลาสติก สู่อุตสาหกรรรมพลาสติก 4.0 ด้วยเทคโนโลยี IOT ที่ถือเป็นการนำไอโอทีมาใช้ในอุตสาหกรรมพลาสติกครั้งแรกและแห่งของประเทศไทย โดยมีนายอภิจิณ โชติกเสถียร รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และนายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ร่วมเป็นเกียรติ ณ อาคารต้นกล้าแกลอรี่ ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต กล้วยน้ำไท นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "ความสำคัญของIndustry 4.0 กับการพัฒนาประเทศไทย" โดยระบุว่า การพัฒนาในอนาคตเป็นเรื่องที่ท้าทาย ที่เราต้องเตรียมพร้อมรับมือ ทั้งจากสภาพแวดล้อมในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ สภาพอากาศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งในส่วนของภาคอุตสาหกรรม ก็คือ เรื่องของไบโอชีวภาพ เรื่องที่สองคือ เทคโนโลยี AI ที่ได้ถูกนำมาใช้ในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะระบบ IOT ที่ได้เชื่อมโยงในทุกอุตสาหกรรม ซึ่งในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของกระทรวงฯ ก็จะสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยที่กระทรวงฯมีแนวคิดในการพัฒนาผ่านหน่วยงานในกำกับต่างๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ และกลายเป็น Industy 4.0 ในที่สุด   ด้าน ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันพลาสติก กล่าวว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพลาสติกส่วนหนึ่งขาดพื้นฐานด้านอุตสาหกรรม 4.0 บางประการ ก็คือการเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์ จึงมีความจำเป็นที่ต้องใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ต มาร่วมกับอุปกรณ์เซ็นเซอร์ต่างๆ เข้ามาประยุกต์ใช้กับเครื่องจักรในการขึ้นรูปพลาสติกอย่างได้ผล   นายธนกร ชาลี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอ็ม เอฟ อีซี กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ทางบริษัทฯจะเป็นผู้ให้บริการคำปรึกษา ออกแบบแพลตฟอร์ม การใช้งานภายในองค์กรของผู้ประกอบการพลาสติก รวมทั้งติดตั้งอุปกรณ์เซนเซอร์ที่เหมาะสมกับการขึ้นรูปจงต่างๆ ช่วยให้สถานประกอบการมีต้นทุนที่ได้เปรียบคู่แข่งทั้งด้านข้อมูล แรงงาน เทคโนโลยี ประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น

อ่านต่อ...


Page 1 of 257