ข่าวประชาสัมพันธ์กระทรวงอุตสาหกรรม

สมอ. เตรียมบังคับให้ภาชนะและเครื่องใช้เมลามีนเป็นสินค้าควบคุม หลัง ครม. เห็นชอบ 1 เมษายน ที่ผ่านมา

08 เม.ย 2563

สมอ. เตรียมบังคับให้ภาชนะและเครื่องใช้เมลามีนเป็นสินค้าควบคุม หลัง ครม. เห็นชอบเมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา คาดบังคับใช้ได้ในเดือนกันยายน 2563 นี้  ซึ่งจะมีผลให้ภาชนะเมลามีนทุกใบต้องได้มาตรฐาน             นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ภาชนะและเครื่องใช้เมลามีนเป็นสินค้าควบคุมตามที่ กระทรวงอุตสาหกรรม โดย สมอ. เสนอ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน เนื่องจากพบว่าปัจจุบันมีการนำเข้าภาชนะที่มีลักษณะใกล้เคียงกับภาชนะเมลามีนจากต่างประเทศ ซึ่งหากมีการนำไปใช้ใส่อาหารอาจมีการปนเปื้อนของสารฟอร์แมลดีไฮด์ซึ่งเป็นสารที่มีอันตรายต่อสุขภาพ ปะปนออกมาในอาหารได้ โดยเฉพาะเมื่อนำไปใส่อาหารที่มีความร้อนสูง มีไขมัน และอาหารที่มีความเป็นกรด เช่น ต้มยำ แกงส้ม เป็นต้น ทั้งนี้ มาตรฐานภาชนะเมลามีนฉบับนี้ คาดว่าจะประกาศบังคับใช้ภายในเดือนกันยายน 2563 ซึ่งจะทำให้ภาชนะเมลามีนทุกใบต้องได้มาตรฐาน มอก. และต้องแสดงเครื่องหมายมาตรฐานที่สินค้าทุกใบด้วย ทั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ได้กำชับให้ สมอ. เร่งดำเนินการให้เป็นไปตามมติ ครม. อย่างเร่งด่วนเพราะถือเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับประชาชนมาเป็นอันดับแรก   ปัจจุบัน สมอ. มีมาตรฐานภาชนะและเครื่องใช้เมลามีนแล้วจำนวน 2 มาตรฐาน คือ มาตรฐานภาชนะและเครื่องใช้เมลามีน มอก.524-2539 และมาตรฐานภาชนะและเครื่องใช้เมลามีน-ฟอร์แมลดีไฮด์ ยูเรีย-ฟอแมลดีไฮด์ และเมลามีน-ยูเรีย-ฟอร์แมลดีไฮด์ สำหรับอาหาร : เฉพาะด้านความปลอดภัย มอก. 2921 – 2562 มีผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตแสดงเครื่องหมายมาตรฐานตาม มอก.524-2539 ซึ่งเป็นมาตรฐานทั่วไป จำนวน 4 ราย ซึ่งหากมาตรฐานใหม่ที่เป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยนี้มีผลบังคับใช้ ผู้ประกอบการที่ทำ และนำเข้าสินค้าดังกล่าวทุกรายจะต้องขออนุญาตจาก สมอ. ก่อน หากฝ่าฝืนจะมีความผิดตามกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับผู้จำหน่ายหากท่านขายสินค้าที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ    เลขาธิการ สมอ. กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในขณะที่มาตรฐานด้านความปลอดภัยฉบับใหม่นี้ยังไม่มีผลบังคับใช้ ก็ขอให้ผู้บริโภคเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เมลามีนที่ได้มาตรฐานที่มีเครื่องหมาย มอก. แบบทั่วไปก่อนเพื่อความปลอดภัย ส่วนภาชนะที่ไม่ได้แสดงเครื่องหมาย มอก. ไม่แนะนำให้ใช้ เพราะผู้บริโภคไม่สามารถแยกแยะได้ด้วยตาเปล่าว่าได้มาตรฐานหรือไม่ เนื่องจากของที่มี มอก. และไม่มี มอก. มีลักษณะคล้ายกัน การพิสูจน์ต้องส่งห้องแล็ปทดสอบ ในเบื้องต้นขอแนะนำว่า หากนำภาชนะที่มีอยู่มาใช้ แล้วนำไปใส่อาหารร้อนหรืออาหารที่มีความเป็นกรด แล้วพบว่ามีความผิดปกติ เช่น ภาชนะเสียความมันเงา ผิวสาก บวม หรือขรุขระ หรือสีภาชนะซีดลง ก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นภาชนะที่ไม่ได้มาตรฐาน มีความเสี่ยงที่จะมีสารปนเปื้อนที่เป็นอันตรายปะปนออกมาสู่อาหารได้ แนะนำว่าอย่าใช้ภาชนะดังกล่าว”  

อ่านต่อ...


ก.อุตฯ ตรวจสอบขั้นตอนและกระบวนการผลิตหน้ากากผ้าฯ พร้อมควบคุมการผลิตให้ได้ตามมาตรฐานฯ

07 เม.ย 2563

  วันที่ 3 เมษายน 2563 นายนิรันดร์ ยิ่งมหิศรานนท์ รองอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ รักษาการผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ โครงการผลิตหน้ากากผ้า เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนหน้ากากอนามัย และป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID19) แก่ประชาชน ได้นำคณะกรรมการตรวจรับพัสดุเข้าตรวจสอบขั้นตอนการผลิตหน้ากากผ้าของ บริษัท พาลาดิน เวิร์คแวร์ จำกัด ซึ่งเป็น 1 ใน 5 บริษัท ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้ผลิตหน้ากากผ้าที่มีคุณลักษณะผ้าและหน้ากากผ้าตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนด เรื่องข้อแนะนำคุณลักษณะผ้าที่ใช้ในการผลิตหน้ากากอนามัยสำหรับประชาชน เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยจากการตรวจสอบพบว่าโรงงานสามารถผลิตหน้ากากผ้าได้ตามมาตรฐาน    กระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่าย งบกลาง จำนวน 65 ล้านบาท และกระทรวงอุตสาหกรรม ได้จัดสรรงบรายจ่ายประจำปี 2563 ของสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เพิ่มเติมอีก 2 ล้านบาท รวมเป็น 67 ล้านบาท เพื่อผลิตหน้ากากผ้าและแจกจ่ายให้ประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงพื้นที่เสี่ยงอื่น จำนวน 10 ล้านชิ้น เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนหน้ากากอนามัย และป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยได้คัดเลือกบริษัท/โรงงาน จำนวน 5 ราย ได้แก่ บริษัท พาลาดิน เวิร์คแวร์ จำกัด บริษัท ยูนิเวอร์แซล แอพพาเรล จำกัด บริษัท แปซิฟิก การทอ จำกัด บริษัท กลัฟเท็กซ์ จำกัด และ บริษัท เกียรติสวัสดิ์ เท็กซ์ไทล์ จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานที่มีความพร้อมและมีศักยภาพสามารถจัดหาวัตถุดิบในการผลิตที่มีคุณภาพ มีคุณลักษณะผ้าและหน้ากากผ้าตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนด เรื่องข้อแนะนำคุณลักษณะผ้าที่ใช้ในการผลิตหน้ากากอนามัยสำหรับประชาชน เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)  โดยผ่านการรับรองมาตรฐานจากสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ทั้งนี้ จากการตรวจเยี่ยมโรงงานฯ คณะกรรมการตรวจรับฯ มีความมั่นใจว่ากระทรวงอุตสาหกรรมสามารถแจกจ่ายหน้ากากผ้าล๊อตแรกให้กับประชาชนได้ภายในกลางเดือนเมษายนนี้อย่างแน่นอน  

อ่านต่อ...


ก.อุตฯ มอบเครื่องผลิตน้ำสะอาดเพื่อประชาชนให้ ศอญ.จอส.พระราชทาน

03 เม.ย 2563

วันนี้ (3 เมษายน 2563) เวลา 09.00-10.30 น. นางวรวรรณ ชิตอรุณ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสากระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมประชุมเพื่อรายงานความก้าวหน้า 6 โครงการของกระทรวงฯ ภายใต้ ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน (ศอ.จอส.พระราชทาน) พร้อมทั้งมอบเครื่องผลิตน้ำสะอาดแบบเคลื่อนที่ จำนวน 6 เครื่อง ให้กับ ศอ.จอส.พระราชทาน นำไปใช้ช่วยเหลือแก้วิกฤติภัยแล้ง โดยมี พลเรือเอก ปวิตร รุจิเทศ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน เป็นผู้รับมอบ พร้อมด้วย นายสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายวีระกิตติ์ รันทกิจธนวัชร์ รองเลขาธิการ สมอ. และ รศ.ดร.สุชาติ  เหลืองประเสริฐ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ร่วมด้วย ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 ศอญ.จอส. เขตพระราชฐาน (เขาดินวนา)  

อ่านต่อ...


ปลัดกอบชัยฯ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริษัท อ้อยและน้ำตาลไทย จำกัด ครั้งที่ 3/2563

03 เม.ย 2563

  วันนี้ (3 เมษายน 2563) นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริษัท อ้อยและน้ำตาลไทย จำกัด ครั้งที่ 3/2563 โดยมี นายภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี นางวรวรรณ ชิตอรุณ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายเอกภัทร  วังสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย  คณะผู้บริหาร บริษัท อ้อยและน้ำตาลไทย จำกัด และผู้แทนชาวไร่อ้อย เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมชุณหะวัณ ชั้น 3 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม    

อ่านต่อ...


สมอ. แก้ไขมาตรฐานเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ตามประกาศ ก.สาธารณสุข ให้สามารถฆ่าเชื้อไวรัสโควิด 19

03 เม.ย 2563

สมอ. แก้ไขมาตรฐานเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ให้สอดคล้องตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข สามารถฆ่าเชื้อไวรัสโควิด 19 เร่งผู้ผลิตชุมชนทำสินค้าให้ได้มาตรฐานเพื่อความปลอดภัยของประชาชน    นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า  ตามที่มีผู้ค้าบางรายฉวยโอกาสบนความเดือดร้อนของประชาชน นำเจลแอลกอฮอล์ล้างมือปลอมออกมาขาย ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ซึ่งซ้ำเติมประชาชนที่กำลังเดือดร้อน และสร้างความเสียหายต่อผู้ประกอบการที่ผลิตเจลแอลกอฮอล์ล้างมือเป็นอย่างมาก ประกอบกับกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกประกาศห้ามผลิต นำเข้า หรือขายเครื่องสำอาง ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เพื่อสุขอนามัยสำหรับมือ เพียงสารเดียวหรือผสมรวมกันต่ำกว่าร้อยละ 70 โดยปริมาตร โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2563 นั้น สมอ. ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลคุ้มครองผู้บริโภคให้ปลอดภัยจากการใช้สินค้า ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้แก้ไขมาตรฐานผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมือ ซึ่งรวมถึงเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ที่กำหนดเป็นมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน มผช.เลขที่ 907/2554 อย่างเร่งด่วน เพื่อให้สอดคล้องตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข โดยแก้ไขเกณฑ์กำหนดส่วนผสมของแอลกอฮอล์ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 โดยปริมาตร เนื่องจากมาตรฐานเดิมกำหนดให้อยู่ระหว่างร้อยละ 25.0 ถึง 69.0 โดยน้ำหนัก และได้แก้ไขหมายเลขมาตรฐาน จากเดิมเลขที่ มผช.907/2554 เป็น มผช.907/2563 ด้วย ทั้งนี้ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมือ มผช.907/2563 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2563    เลขาธิการ สมอ. กล่าวเพิ่มเติมว่า “ผู้ผลิตชุมชน และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สามารถนำมาตรฐาน มผช.907/2563 ไปเป็นแนวทางในการผลิตเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และสามารถฆ่าเชื้อไวรัสโควิด 19 ได้ โดยขอให้ท่านยื่นจดแจ้งกับกระทรวงสาธารณสุขตามกฎหมายก่อน หลังจากนั้นให้มายื่นขอการรับรองที่ สมอ. หรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.tisi.go.th หรือสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2202-3352, 0-2202-3397 กองบริหารมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน สมอ. สำหรับผู้ผลิตชุมชนจำนวน 2 ราย ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานเดิม จะต้องยื่นขอการรับรองตามมาตรฐานใหม่ เพื่อให้สามารถผลิต และขายได้อย่างต่อเนื่องต่อไป จึงขอฝากถึงประชาชนให้เลือกซื้อเจลแอลกอฮอล์ล้างมือด้วยความรอบคอบ เลือกที่ได้มาตรฐาน โดยได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เพื่อความปลอดภัย”  

อ่านต่อ...


รองปลัดฯ ภานุวัฒน์ Conference คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 1/2563

02 เม.ย 2563

วันที่ 1 เมษายน 2563 นายภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้แทนหลักในคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย นางสาวณิรดา วิสุทธิชาติธาดา ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เข้าประชุม Conference คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 1/2563 โดยมี นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานกรรมการ ณ ห้องประชุม อก. 2 ชั้น 3 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม   เนื้อหาหลักในการประชุม เน้นถึงผลกระทบและแนวทางการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับ Disruptive Technology ของประเทศไทย รายงานผลการวัดมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัล (ร่าง) นโยบายและแผนเฉพาะด้านการพัฒนากำลังคนให้พร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2563 - 2565) (แผนปฏิบัติการ) โดย กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอให้กำหนดตัวชี้วัดยุทธศาสตร์บุคลากรวิชาชีพด้านดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาที่ขาดแคลนวัดผลเป็นเชิงตัวเลข (จำนวนคน) เพื่อให้สามารถประเมินการดำเนินงานที่แม่นยำและง่ายต่อการติดตามผลในอนาคตได้  

อ่านต่อ...


อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ

02 เม.ย 2563

Work from Home หรือทำงานอยู่บ้านจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย‼   หมั่นดูแลป้องกันโรคเพื่อตนเองและแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น การใช้หน้ากากอนามัย

อ่านต่อ...


สุริยะ สั่งการแจกหน้ากากผ้า 10 ล้านชิ้น ทางไปรษณีย์ไทยถึงมือประชาชนในเขต กทม. ภายในต้นเดือนเมษายนนี้

01 เม.ย 2563

  กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมแจกหน้ากากผ้าสำหรับป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโควิด-19 จำนวน 10 ล้านชิ้น จัดส่งทางไปรษณีย์ไทย ถึงมือประชาชนในกรุงเทพฯ  โดยล็อตแรก จำนวน 1 ล้านชิ้น ได้รับภายในต้นเดือนเมษายนนี้ และ แจกจ่ายให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่มีความเสี่ยงและประชาชนอาศัยในพื้นที่เสี่ยงในเขตปริมณฑลและพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังลำดับต่อไป   นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 ได้เห็นชอบจัดสรรงบประมาณรายจ่าย งบกลาง จำนวน 65 ล้านบาท และกระทรวงอุตสาหกรรม ได้จัดสรรงบรายจ่ายประจำปี 2563 ของสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เพิ่มเติมอีก 2 ล้านบาท รวมเป็น 67 ล้านบาท เพื่อผลิตหน้ากากผ้าและแจกจ่ายให้ประชาชนในเขตกรุงเทพฯ  และและปริมณฑล รวมถึงพื้นที่เสี่ยงอื่น จำนวน 10 ล้านชิ้น เพิ่มเติมจากที่กระทรวงมหาดไทยได้รับมอบหมายให้ผลิตหน้ากากสำหรับแจกจ่ายให้ประชาชน ในส่วนภูมิภาค จำนวน 50 ล้านชิ้น เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนหน้ากากอนามัย และป้องกันการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและภาคเอกชน โดยได้มีการคัดเลือกโรงงานที่มีความพร้อมและมีศักยภาพสามารถจัดหาวัตถุดิบในการผลิตที่มีคุณภาพ ซึ่งมีคุณลักษณะผ้าและหน้ากากผ้า ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนด เรื่องข้อแนะนำคุณลักษณะผ้าที่ใช้ในการผลิตหน้ากากอนามัยสำหรับประชาชน เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)  โดยผ่านการรับรองมาตรฐานจากสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งมีกระบวนการตรวจสอบคุณลักษณะและคุณภาพทั้งก่อนและหลังการผลิต เพื่อให้สามารถผลิตหน้ากากผ้าที่ได้มาตรฐานมีคุณภาพและปลอดภัยจากสารเคมี ซักแล้วใช้ซ้ำได้ ทันต่อสถานการณ์ที่เร่งด่วนในขณะนี้    ทั้งนี้กระทรวงอุตสาหกรรมจะเริ่มแจกจ่ายหน้ากากผ้าล็อตแรก จำนวน 1 ล้านชิ้น ให้ถึงมือประชาชนภายในวันที่ 11 เมษายนนี้ โดยจัดส่งผ่านไปรษณีย์ไทยตามข้อมูลทะเบียนบ้านทุกครัวเรือนในเขตกรุงเทพมหานคร ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จำนวนกว่า 3,050,000 ครัวเรือน จำนวนรวมกว่า 5,600,000 ชิ้น ตามบัญชีรายชื่อในทะเบียนบ้าน 1 คนต่อ 1 ชิ้น โดยครัวเรือนที่จะรับหน้ากากเป็นลำดับแรก จะเริ่มจากเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายและเขตสัมพันธวงศ์ รหัสไปรษณีย์ 10100 และจัดส่งจนครบทั้ง 50 เขตของกรุงเทพฯ และเขตสุดท้ายจะได้รับไม่เกินต้นเดือนพฤษภาคมนี้    สำหรับในส่วนที่เหลือจำนวน 4,400,000 ชิ้น จะแจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่เขตปริมณฑลและพื้นที่อื่นที่มีความเสี่ยง เช่น จังหวัดนนทบุรี สมุทรปราการ จังหวัดภาคใต้และภาคใต้ชายแดน เป็นต้น รวมถึงพนักงานบริการที่มีความเสี่ยง เช่น พนักงานขนส่งมวลชน พนักงานสถานีรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดิน พนักงานไปรษณีย์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นต้น ทั้งนี้ได้มีการพิจารณาจัดสรรการแจกจ่ายหน้ากากผ้า   โดยคณะกรรมการกำกับและบริหารโครงการผลิตหน้ากากผ้าเพื่อลดปัญหาการขาดแคลนหน้ากากอนามัย และป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แก่ประชาชน ของกระทรวงอุตสาหกรรม   สำหรับการแจกจ่ายหน้ากากอนามัยแบบผ้า โดยวิธีการส่งทางไปรษณีย์นั้น เพื่ออำนวยความสะดวกและสามารถตรวจสอบได้ว่าประชาชนที่มีทะเบียนบ้านในกรุงเทพฯ ทุกหลังคาเรือนจะได้รับหน้ากากผ้าถึงมือจริง ซึ่งหากพัสดุตกหล่นไม่ถึงมือผู้รับก็สามารถตรวจเช็คผ่านทางเว็บไซต์ www. หน้ากากไทยต้านโควิด.com โดยร่วมกับธนาคารกรุงไทย เพื่อสามารถแจ้งในกรณีไม่ได้รับพัสดุหรือพัสดุตกหล่นไม่ถึงมือผู้รับได้อีกด้วย นายสุริยะ กล่าวปิดท้าย   -----------------------------  

อ่านต่อ...


ปลัดกอบชัยฯ เป็นประธานหารือการดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืนฯ

31 มี.ค 2563

วันที่ 30 มีนาคม 63 นายกอบชัย  สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วย นายภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายเดชา จาตุธนานันท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมหารือเกี่ยวกับการดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Sustainable Manufacturing Center : SMC) ในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก : เมืองนวัตกรรมระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบอัจฉริยะ (EECi-ARIPOLIS for BCG)  โดยมี ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(NECTEC) ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) และคณะ เข้าร่วมหารือ ณ ห้องประชุมชุณหะวัณ ชั้น 3 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม   EECi-ARIPOLIS for BCG เป็นโครงการที่จัดทำขึ้นเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งตามเป้าหมาย    การพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) ของประเทศ ในการพัฒนาเมืองนวัตกรรมระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (ARIPOLIS) รับผิดชอบดำเนินโครงการโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติที่เป็นองค์การมหาชน  

อ่านต่อ...


ก.อุตฯ ลุย มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ดัน พักชำระหนี้ SME กองทุน ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 หรือภัยแล้ง

30 มี.ค 2563

กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ เดินหน้า หลังที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ (กอป.) มีมติอนุมัติมาตรการช่วยเหลือ SME ที่เป็นลูกหนี้สินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ  ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือสถานการณ์ภัยแล้ง    นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานบอร์ดบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี ฯ กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 และสถานการณ์ภัยแล้ง ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจของ SME รวมทั้งที่เป็นลูกหนี้สินเชื่อของสถาบันการเงินต่างๆ ธนาคารแห่งประเทศไทย จึงได้ออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจ ทั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19  สงครามเศรษฐกิจ หรือภาวะภัยแล้ง ซึ่งในคราวการประชุมคณะรัฐมนตรี  เมื่อวันที่ 10 มีนาคม และวันที่ 24 มีนาคม 2563 ได้มีมติเห็นชอบและอนุมัติมาตรการดูแล และเยียวยาผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (COVID-19) ต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งมาตรการด้านการเงิน ภาษี การชดเชยรายได้และการเสริมความรู้    ทั้งนี้ ในส่วนของกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีฯ ซึ่งมีผู้ได้รับสินเชื่อกว่าหมื่นรายนั้น พบว่ามีธุรกิจที่ได้รับการระบาดของ COVID-19 หรือภัยแล้ง จำนวนกว่า 5,600 ราย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มธุรกิจเกษตรแปรรูป บริการ ค้าปลีก และท่องเที่ยว คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ จึงได้อนุมัติมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับสินเชื่อกลุ่มดังกล่าว โดยให้พักชำระหนี้เงินต้นสูงสุดไม่เกิน 12 เดือน ทั้งนี้ SME ที่เป็นลูกหนี้สินเชื่อกองทุนฯ ที่ยังไม่ด้อยคุณภาพ  (Non NPL) หรือไม่อยู่ในระหว่างที่ถูกกองทุนดำเนินคดี ก่อนวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 สามารถยื่นความประสงค์ เข้าร่วมมาตรการด้วยความสมัครใจที่ธนาคารพัฒนาวิสากิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศได้ทุกสาขาทั่วประเทศในเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ได้ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน จนถึง 30 มิถุนายน 2563  โดยต้องแสดงความประสงค์การขอพักชำระหนี้เงินต้น และยืนยันผลกระทบพร้อมระบุเหตุผลที่เกิดขึ้น พร้อมกับระบุประเด็นที่ประสงค์จะขอรับการส่งเสริม อาทิ ด้านการตลาด การเงิน และการผลิต เพื่อประกอบการพิจารณาและให้ความช่วยเหลือต่อไป    “มาตรการดังกล่าวนอกจากจะช่วยเหลือบรรเทาภาระการชำระหนี้ของ SME ที่เป็นลูกหนี้กองทุนแล้ว  ยังเป็นการเสริมสภาพคล่อง และลดแนวโน้มการเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อีกด้วย ทั้งนี้คณะกรรมการกองทุนจะประเมินผลการใช้มาตรการดังกล่าวใน 2 เดือนข้างหน้า” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวในที่สุด   30  มีนาคม  2563

อ่านต่อ...


Page 1 of 318