ข่าวประชาสัมพันธ์กระทรวงอุตสาหกรรม

ก.อุตฯ หารือ ส.อ.ท. ถกความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม

20 ก.พ 2563

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์ 2563) นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม ครั้งที่ 5-1/2563 ร่วมกับนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยที่ประชุมได้ร่วมกันหารือเกี่ยวกับความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการแต่งตั้งคณะทำงานด้านต่างๆเพื่อให้การดำเนินงานสามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีนายภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี นายจุลพงษ์ ทวีศรี นางวรวรรณ ชิตอรุณ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะผู้บริหารของกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยร่วมด้วย ณ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย อาคารปฏิบัติการเทคโนโลยีเชิงสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพฯ    # กระทรวงอุตสาหกรรม  # การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

อ่านต่อ...


สมอ. ผนึกกําลัง METI ประเทศญี่ปุ่น เดินหน้าต่อยอดโครงการ “ความปลอดภัยผลิตภัณฑ์ ผสานความร่วมมือของ 2 ประเทศ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค

20 ก.พ 2563

สมอ. ผนึกกําลัง METI ประเทศญี่ปุ่น เดินหน้าต่อยอดโครงการ “ความปลอดภัยผลิตภัณฑ์ (Product Safety) พัฒนาฐานข้อมูลอุบัติเหตุ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยประชาชนจากการใช้สินค้า หลังลงนามความ ร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงาน เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา   นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า สมอ. ใน ฐานะผู้แทนประเทศไทย ได้ร่วมกับกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (Ministry of Economy, Trade and Industry (METI) ประเทศญี่ปุ่น จัดทําโครงการ “ความปลอดภัยผลิตภัณฑ์ (Product Safety) ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อถ่ายทอดวิธีการจัดเก็บข้อมูลอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ และการวิเคราะห์ หาสาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ให้แก่เจ้าหน้าที่ สมอ. สํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกอง พิสูจน์หลักฐานกลาง (พฐ.) สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ตลอดจนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมของไทย เพื่อนํามาศึกษา และแลกเปลี่ยนข้อมูลในการจัดทําฐานข้อมูลอุบัติเหตุจากการใช้ผลิตภัณฑ์ของผู้บริโภคในประเทศไทย รวมถึงการ นําข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์วิจัยถึงสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุจากการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างเป็นระบบและรูปธรรม ทํา ให้ทราบถึงสาเหตุและแนวทางในการป้องกันอุบัติเหตุต่างๆ เพื่อลดความสูญเสียทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของ ผู้บริโภคในอนาคต   จากความร่วมมือของ สมอ. และ METI มีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ และผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมผ่านการฝึกอบรมแล้วกว่า 90 ราย ซึ่งการฝึกอบรมดังกล่าวได้เสริมสร้างความรู้ ความสามารถใน การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น และเพื่อให้ความร่วมมือในการดําเนินงาน ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคของทั้ง 2 ประเทศ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โครงการดังกล่าวจะสิ้นสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 นี้ สมอ. จึงได้ลงนามบันทึกความร่วมมือกับ METI เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา เพื่อผนึกกําลัง ร่วมกันพัฒนางานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทําให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาและ จัดทําฐานข้อมูลอุบัติเหตุจากการใช้สินค้าได้อย่างสมบูรณ์และครอบคลุม ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการควบคุม สินค้าออนไลน์ที่มีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ และเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคของทั้งสองประเทศร่วมกันอีกด้วย นับเป็นการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น   เลขาธิการ สมอ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานใดที่จะดูแลการจัดทําฐานข้อมูล ดังกล่าวโดยตรง สมอ. จึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกองพิสูจน์หลักฐานกลาง (พฐ.) สํานักงานตํารวจแห่งชาติ จัดตั้งคณะทํางานจัดทําฐานข้อมูลอุบัติเหตุที่เกิดจาก การใช้ผลิตภัณฑ์ เพื่อประโยชน์ต่อการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศต่อไปในอนาคต

อ่านต่อ...


ปลัดกอบชัยฯ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม

20 ก.พ 2563

วันนี้ (20 มกราคม 2563) นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อหารือแนวทางการดำเนินงานในปี 2563 และติดตามผลการดำเนินงาน/โครงการปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานพร้อมร่วมกันหาแนวทางแก้ไข  โดยมีผู้บริหารระดับสูง ของกรม  รัฐวิสาหกิจ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วม ณ ห้องประชุม อก.1 ชั้น 2 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม  

อ่านต่อ...


รองปลัดฯ ภานุวัฒน์ เป็นประธานร่วม ในการประชุมคณะอนุกรรมการนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ ครั้งที่ 1/2563

20 ก.พ 2563

วันนี้ (19 กุมภาพันธ์ 2563) นายภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานอนุกรรมการร่วม โดยมี นายพงศ์บุณย์ ปองทอง รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานอนุกรรมการ นายสมหมาย เตชวาล อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี เป็นรองประธานอนุกรรมการ นายชัยวิทย์ อุณหศิริกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เป็นรองประธานอนุกรรมการ(แทน) ในการประชุมคณะอนุกรรมการนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนแม่บทบริหารจัดการแร่ ครั้งที่ 1/2563  ณ ห้องประชุม ชั้น 1 อาคารเพชร กรมทรัพยากรธรณี   โดยคณะอนุกรรมการนี้ประกอบไปด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ และอนุกรรมการจากหน่วยงานราชการที่ได้รับเเต่งตั้ง รวมทั้ง เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของกรมทรัพยากรธรณี และ กรมอุตสาหกรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งเนื้อหาหลักของการประชุมเกี่ยวกับร่างแผนแม่บทบริหารจัดการเเร่ 2560-2564 (ฉบับปรับปรุง) ร่างยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแร่ 20 ปี (ฉบับปรับปรุง) และ ร่างกำหนดหลักเกณฑ์จำแนกทรัพยากรแร่ของประเทศไทย เพื่อใช้เป็นกรอบในการกำหนดเขตแหล่งเเร่เพื่อการทำเหมือง  

อ่านต่อ...


รองปลัดฯ ภานุวัฒน์ หารือร่วมกับคณะผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี

20 ก.พ 2563

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 นายภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วย นายสุระ เพชรพิรุณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้แทนจากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี และผู้แทนจากศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 9 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ให้การต้อนรับ นายสมบูรณ์ ตรีพรเจริญ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี และคณะ เพื่อเข้าชี้แจงวัตถุประสงค์การจัดงาน EEC SUSTAINABLE INDUSTRY 2020 Episode I : Empowering to transform Business & Energy เนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปี การบริหารงานของสภาอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี  ณ ห้องประชุม อก. 2 ชั้น 3 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม   งาน EEC SUSTAINABLE INDUSTRY 2020 Episode I : Empowering to transform Business & Energy จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 – 30 เมษายน 2563 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาตินงนุช สวนนงนุช อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จัดแสดงเกี่ยวกับนิทรรศการสาธิต นำเสนอผลิตภัณฑ์เครื่องมือ อุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยของภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งการสาธิตเทคโนโลยีจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ซึ่งผู้ร่วมงานจะได้รับข้อมูลและความรู้จากบริษัทผู้ผลิตโดยตรง เปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและแนวคิดในด้านการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC)  การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยและจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักลงทุน นักอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ Startup และประชาชนที่สนใจ  

อ่านต่อ...


ปลัดกอบชัยฯ เปิดงานสัมมนา ครบรอบ 25 ปี สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ International Forum on Transforming Productivity for Tomorrow Success

19 ก.พ 2563

วันนี้ (19 กุมภาพันธ์ 2563) เวลา 09.00 น. นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงานสัมมนา ครบรอบ 25 ปี สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ International Forum on Transforming Productivity for Tomorrow Success  โดยมี นายพานิช  เหล่าศิริรัตน์  ผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มผลิตแห่งชาติ คณะผู้บริหาร และผู้เข้าร่วมสัมมนา ให้การต้อนรับ ณ ห้อง Grand Hall ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ   สำหรับงานสัมมนาครบรอบ 25 ปี สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ “International Forum on Transforming Productivity for Tomorrow Success” จัดขึ้นโดยการนำเสนอมุมมองการขับเคลื่อนผลิตภาพใน 4 มิติ ที่จะเป็นรูปแบบเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการ และองค์กรต่างๆ  ทั้งภาครัฐและเอกชนให้สามารถเติบโตและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเท่าทัน  ประกอบด้วย  การส่งเสริมกระบวนการพัฒนาองค์กร Industry Upgrading, Creativity & Innovation, Data Analytics and Digital Technology และ High Skilled Workforce รวมถึงนำเสนอวิสัยทัศน์จากผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ รวมถึงผู้บริหารระดับสูงองค์กรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศที่จะให้มุมมองรอบด้านในเรื่องความสำคัญของผลิตภาพเพื่อยกระดับประสิทธิภาพขององค์กร เสริมความรู้ด้านผลิตภาพให้สามารถพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างยั่งยืนต่อไป   ปลัดกอบชัยฯ กล่าวว่า ปัจจุบันสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ได้มีการขยายขอบเขตการดำเนินงานไปในทุกภาคส่วนไม่ได้เฉพาะแต่ภาคอุตสาหกรรม แต่ยังครอบคลุมถึงภาคบริการ ภาครัฐ และภาคเกษตรแปรรูป เพื่อผลักดันให้เกิดการเพิ่มผลิตภาพในทุกภาคส่วนของประเทศ และมีบทบาทหน้าที่ในการชี้นำ และยกระดับผลิตภาพขององค์กร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน  เสริมสร้างการเติบโตที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืนขององค์กรและประเทศ    ภายใต้เป้าหมายสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันที่ได้กำหนดไว้ว่าประเทศไทยจะต้องเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี 2580 ซึ่งในมิติเศรษฐกิจ “ประเทศที่พัฒนาแล้ว” หมายถึง ประเทศที่มีสถานะทางเศรษฐกิจอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้สูง โดยการพัฒนาประเทศในปัจจุบัน เพื่อไปสู่เป้าหมายดังกล่าวยังอยู่ภายใต้ข้อจำกัดทั้งในเรื่องทรัพยากรและความท้าทายจากประเทศเกิดใหม่ (Emerging Countries) การเพิ่มผลิตภาพของประเทศจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญควบคู่ไปกับองค์ประกอบด้านอื่นๆในการนำพาประเทศไปสู่การบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนด    นอกจากนี้  ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีดิจิทัลจึงจำเป็นต้องก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเพราะความสามารถในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้จะนำมาซึ่งผลสำเร็จในการเพิ่มผลิตภาพอย่างก้าวกระโดด ควบคู่ไปกับเครื่องมือที่จะช่วยเพิ่มผลิตภาพต่าง ๆ อาทิ ลีน (Lean) ไคเซน (Kaizen) การวิเคราะห์ OEE และ Sig sigma เป็นต้น อย่างไรก็ดีในโอกาสที่สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติครบรอบ 25 ปี ในฐานะเป็นสถาบันแห่งชาติ ที่มีบทบาทหน้าที่ในการชี้นำและยกระดับผลิตภาพขององค์กรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เสริมสร้างการเติบโตที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืนขององค์กรและประเทศในอนาคต   #กระทรวงอุตสาหกรรม  #สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ  #ยกระดับผลิตภาพ    #25 ปี สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ  

อ่านต่อ...


อก. ชี้ GWM ซื้อศูนย์การผลิตยานยนต์ GM ดันการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า มุ่งเป้าตามนโยบายรัฐบาลหวังไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์แห่งเอเชีย

19 ก.พ 2563

กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ชี้การซื้อศูนย์การผลิตรถยนต์ GM (General Motors) ประเทศไทยของ GWM (Great Wall Motors) เป็นกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ (Global Strategy) เพื่อรองรับการเปลี่ยนของโลก (Mega Trend) และการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยียานยนต์ไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า โดยการลงทุนของ GWM มีขนาดกำลังการผลิตในระยะแรก 100,000 คันต่อปี เมื่อเทียบกับการผลิตของ GM ในปัจจุบันผลิตได้เพียง 50,000 คันต่อปี ส่งผลให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น และเป็นฐานการผลิตยานยนต์แห่งเอเชียต่อไป นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การซื้อศูนย์การผลิตรถยนต์ GM ประเทศไทยของ GWM นั้น เป็นกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ (Global Strategy) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลก (Mega Trend) โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยียานยนต์จากเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู่รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (xEV) ตลอดจน นโยบายของทั้งสองบริษัทในการวางแผนการผลิตและการจำหน่ายยานยนต์ในสาขาทั่วโลก เช่น ยุโรป อาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์รวมถึงประเทศไทย โดยกลยุทธ์ดังกล่าวถือเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจ ซึ่งต้องปรับตัวเพื่อรองรับ Disruptive Technology ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว  ดังจะเห็นได้จากกรณีของการปรับกิจการเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นของบริษัทรถยนต์หลายค่ายทั่วโลก เช่น เฟียต-ไครสเลอร์ และการที่ GWM ได้ซื้อโรงงานผลิตยานยนต์ในประเทศอินเดียก่อนหน้านี้ด้วย นายสุริยะ กล่าวต่อไปว่า GWM ได้เข้ามาหารือกับสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการลงทุนสร้างฐานการผลิตยานยนต์ในประเทศไทยมาสักระยะหนึ่งแล้ว โดย GWM เป็นผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนรายใหญ่ และเป็นผู้ผลิตรถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) และรถปิกอัพรายใหญ่ที่สุดของจีน โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา GWM มีปริมาณการจำหน่ายในจีนเฉลี่ย 1 ล้านคันต่อปี สำหรับการลงทุนในประเทศไทยนั้น GWM  วางแผนการผลิตรถยนต์ SUV และรถปิกอัพ รวมถึงการผลิตรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ด้วยกำลังการผลิตประมาณ 100,000 คันต่อปี โดยร้อยละ 50 จะเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก โดยคาดว่า จะเริ่มต้นการผลิตได้ภายในไตรมาส 1 ปี 2565 โดยสรุปแล้ว การลงทุนของ GWM ขนาดกำลังการผลิต 100,000 คันต่อปี (ในปัจจุบัน GM ผลิตประมาณ 50,000 คันต่อปี) จะส่งผลให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อภาคการผลิต (โดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยและ Supply Chain ของอุตสาหกรรม ยานยนต์ในประเทศ) การส่งออก และการจ้างแรงงานในภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ GWM ยังมีการลงทุนวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าในหลายประเทศ เช่น จีน เกาหลีใต้ และเยอรมัน ในเทคโนโลยีแบตเตอรี่ประเภทลิเทียมไอออน และเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) ซึ่งคาดว่า จะเป็นส่วนสนับสนุนสำคัญต่อนโยบายการสร้างฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยของรัฐบาลอีกด้วย   จากแนวโน้มที่มีการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของ GWM ดังกล่าว สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยให้มีการสนับสนุนการผลิตและการใช้ยานยนต์สะอาด ประหยัด ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประกอบกับทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกก็มุ่งสู่เทคโนโลยีสะอาดเช่นกัน ดังนั้น ผู้ประกอบการยานยนต์ ในประเทศไทย ทั้งผู้ผลิตยานยนต์ และผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ จึงควรเร่งปรับตัวตามทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีโลกดังกล่าว เพื่อรักษาการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ในอาเซียน และเป้าหมายการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ในระดับโลก   -------------------------------------- กระทรวงอุตสาหกรรม 18 กุมภาพันธ์ 2563

อ่านต่อ...


รมว.สุริยะ หารือแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน กับหอการค้าไทย และกลุ่มบริษัท บี.กริม

19 ก.พ 2563

   วันนี้ (18 ก.พ. 63) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทย และคณะ เข้าพบเพื่อหารือแนวทางความร่วมมือ ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ด้านการพัฒนาระบบเศรษฐกิจภาคการค้าและอุตสาหกรรมในมิติต่างๆ เพื่อเป็นการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งเป็นการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างเข้มแข็ง พร้อมด้วยนายฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกลุ่มบริษัท บี.กริม เข้าหารือเกี่ยวกับการนำนโยบายของรัฐบาลด้านแนวคิดเศรษฐกิจหมุนวียน (Circular Economy) ไปใช้ดำเนินงานในภาคเอกชน โดยมีนายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมด้วย ณ ห้องประชุมชุณหวัณ ชั้น 3 สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม  

อ่านต่อ...


ปลัดฯ กอบชัย เปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ยุคใหม่ รวดเร็ว โปร่งใส” พร้อมประกาศเจตนารมณ์สุจริต “เจตจำนงสุจริตในการบริหารงาน”

18 ก.พ 2563

 วันนี้ (18 กุมภาพันธ์ 2563) นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “ขับเคลื่อนกระทรวงอุตสาหกรรม ยุคใหม่ รวดเร็ว โปร่งใส” พร้อมกล่าวนำการประกาศเจตนารมณ์สุจริต “เจตจำนงสุจริตในการบริหารงาน” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ว่า “ข้าพเจ้า..........ขอประกาศและแสดงเจตนารมณ์ เพื่อให้คำมั่นสัญญาว่า ข้าพเจ้าจะบริหารงานและปฏิบัติงานตามบทบาทและอำนาจหน้าที่ โดยยึดหลักธรรมาภิบาล ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรม มีความโปร่งใส มีความพร้อมรับผิดประพฤติปฏิบัติและดำรงตนไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่งเสริมสนับสนุนให้บุคลากรในองค์กรสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์และผลประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าการคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตน รวมถึงการปฏิบัติตนตามมาตรฐานทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนหรือผู้รับบริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม ประชาชนมีความเชื่อมั่นศรัทธาต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐและประเทศชาติต่อไป” โดยมีนายภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี นางวรวรรณ ชิตอรุณ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายเดชา จาตุธานันท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม คณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ และผู้อำนวยการสถาบันเครือข่ายในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมงาน ณ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ กรุงเทพฯ    ทั้งนี้การสัมมนาดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเสริมศักยภาพผู้บริหารของหน่วยงานให้มีพื้นฐานทางจิตใจยึดมั่นในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์ สุจริต และสำนึกความรับผิดชอบ รวมทั้งการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการรายงานข้อมูลการประกอบกิจการโรงงาน การรายงานผลการปฏิบัติการและการรับรองตนเองของผู้ประกอบกิจการโรงงาน และการถ่ายโอนภารกิจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.งานอุตสาหกรรม พ.ศ.2535 และแก้ไขเพิ่มเติม การจัดการเรื่องร้องเรียนผ่านระบบกลาง และการรายงานผลการปฏิบัติราชการผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (l-plan) เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ซึ่งเป็นหน่วยงานตัวแทนกระทรวงอุตสาหกรรมในพื้นที่ภูมิภาค ให้มีความรวดเร็ว ทันสมัย สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนและผู้รับบริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส    

อ่านต่อ...


ก.อุตสาหกรรม บูรณาการ 6 หน่วยงานภาครัฐ/เอกชน ยกระดับเอสเอ็มอี ปูพรม 4 ภูมิภาค ส่งต่อโมเดลความสำเร็จ “หนุน SMEsไทย ก้าวไกลไปด้วยกัน”

18 ก.พ 2563

  กระทรวงอุตสาหกรรม ประสาน 6 พันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน บูรณาการพัฒนาเอสเอ็มอี ครอบคลุมทุกมิติ มอบ SME D Bank เชื่อมโยงผู้ประกอบการ SMEs กว่า 100,000 ราย เข้าถึงแหล่งเงินทุน อัตราดอกเบี้ยต่ำ ควบคู่กระบวนการเติมความรู้ หนุนเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน กำหนดจัด 4 ครั้ง ส่งต่อโมเดลกระจายความสำเร็จทั่วไทย  นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้ยกระดับการส่งเสริมความสามารถของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นวาระแห่งชาติ กระทรวงอุตสาหกรรม            ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักในการช่วยเหลือและพัฒนาเอสเอ็มอี จึงมีนโยบายขับเคลื่อนการทำงานผ่านการประชุมสร้างเครือข่าย เชื่อมโยง เพื่อช่วยเหลือสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ไทย ภายใต้ “โครงการ หนุน SMEs ไทย  ก้าวไกลไปด้วยกัน” กับ 6 หน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาเกษตรกรแห่งชาติ, สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย, และสมาพันธ์ธุรกิจท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย ซึ่งมีสมาชิกรวมกันมากกว่า 100,000 ราย เข้าถึงกระบวนการเติม “ความรู้คู่เงินทุน”  ที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถพัฒนาเติบโตได้อย่างมั่นคง             และยั่งยืน  ทั้งนี้ มอบหมายให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.) หรือ SME D Bank เป็นแกนกลางหลักในการบูรณาการเชื่อมโยงร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ ในการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ครอบคลุมทุกมิติ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แต่จะก้าวไกลไปด้วยกัน ผ่านการสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยพิเศษ เช่น “SME D ยกกำลัง 3” ของ SME D Bank และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เริ่มต้นเพียง 3% ต่อปีนาน 3 ปีแรก และฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกันจาก บสย. 3 ปี เพื่อช่วยให้เอสเอ็มอีไทยสามารถแข่งขันและอยู่รอดได้ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอน  อีกทั้ง การประชุมครั้งนี้ ยังเป็นเวทีให้ตัวแทนผู้ประกอบการจาก 6 หน่วยงานพันธมิตร แสดงความคิดเห็น และร่วมวางแนวทางพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อให้กระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะหน่วยงานภาครัฐ           นำกลับไปพัฒนาสนับสนุนเอสเอ็มอีได้ถูกต้องและตรงความต้องการของผู้ประกอบการมากที่สุด  “สำหรับการจัดประชุม “โครงการ หนุน SMEsไทย ก้าวไกลไปด้วยกัน”กำหนดจัด 4 ครั้ง ซึ่งในวันที่14 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมาถือเป็นครั้งแรก ในพื้นที่ภาคกลาง ณ อาคารสำนักงานใหญ่ SME D Bank เพื่อประกาศความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน 6 แห่ง ที่ร่วมมือร่วมใจกันช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน เกิดการพัฒนายกระดับสินค้าและบริการ สร้างงาน สร้างรายได้ กระจายสู่ชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และจะมีกำหนดการลงพื้นที่อีก 3 ครั้ง ครอบคลุมทั่วประเทศต่อเนื่อง ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดอุดรธานี, ภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่” นายกอบชัยกล่าว    จากความร่วมมือครั้งนี้ นอกจากจะสนับสนุนเงินทุนให้กับผู้ประกอบการแล้ว ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะ SME D Bank ที่มีพันธกิจหลักในการเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐบาล มีกระบวนการเติมความรู้ คอยช่วยเหลือผู้ประกอบการตลอดเส้นทางธุรกิจ ให้สามารถเติบโตอย่างเข้มแข็ง สร้างรายได้จากฐานราก สร้างระบบเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนอีกด้วย    ------------------------------- 17 กุมภาพันธ์  2563    *สอบถามข้อมูลหรือรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ นายอุทัย ศุภโชคพาณิชย์ ฝ่ายส่งเสริมการตลาด ลูกค้าสัมพันธ์และกิจกรรมเพื่อสังคม ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) โทร.02-2654397 หรือ Call Center 1357  

อ่านต่อ...


Page 3 of 312