ข่าวประชาสัมพันธ์กระทรวงอุตสาหกรรม

ก.อุตฯ เยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านริมร่อง จ.ลำพูน หวังยกระดับสินค้าชุมชนสู่ระดับสากล

22 มี.ค 2562

จ.ลำพูน : วันนี้ (22 มีนาคม 2562) นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ จ.ลำพูน เยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านริมร่อง โดยมี นางเบญจมาพร เอกฉัตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม นายนิรันดร์ ยิ่งมหิศรานนท์ รองอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเยี่ยมชม มีนางสาวธนภร ปราณธีรภาพ รองประธานกลุ่มแม่บ้านริมร่องให้การต้อนรับพร้อมพาเยี่ยมชมโรงงานการผลิตและศูนย์การเรียนรู้  รวมถึงร้านจัดแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านริมร่อง เป็นการรวมกลุ่มของแม่บ้านที่ประสบปัญหาราคาลำไยตกต่ำ จึงได้นำลำไยสดมาแปรรูป โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการถนอมอาหารด้วยการอบแห้งที่มีทักษะเฉพาะของการทำลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง ต่อมาทางกลุ่มฯได้เข้าร่วมโครงการยกระดับพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน กับทางกระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย และออกแบบหีบห่อผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น ปัจจุบันได้ผลิตสินค้าออกสู่ท้องตลาดมากมาย อาทิ แยมลำไยสีทองเข้มข้น ลำไยเคลือบ ช็อคโกแลต ไฟเบอร์ลำไยสีทอง ขนมผิงลำไยสีทอง มาการองลำไยสีทอง และกาโนร่าธัญพืชอบแห้งรสลำไย ซึ่งผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของกลุ่มแม่บ้านฯ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและได้รับการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้ง อย., GMP, HACCP, ฮาลาล, OTOP, GI และการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์จาก USA ทำให้ได้รับการยอมรับจากกลุ่มลูกค้าต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านริมร่อง ยังคงมุ่งมั่นพัฒนายกระดับสินค้าชุมชนเข้าสู่ตลาดสากลต่อไป ด้วยการบริหารจัดการที่ดีและได้รับการส่งเสริมจากกระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ซึ่งไม่เพียงหวังผลด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในชุมชนอีกด้วย  #สินค้าชุมชนสู่ระดับสากล #กระทรวงอุตสาหกรรม #แม่บ้านริมร่อง

อ่านต่อ...


รองปลัด สุรพลฯ ร่วมประชุมโครงการจิตอาสาพัฒนาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ครั้งที่ 2/2562

22 มี.ค 2562

วันนี้ (22 มีนาคม 2562) เวลา 09.00 น. นายสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมประชุมโครงการจิตอาสาพัฒนาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ครั้งที่ 2/2562 โดยมีนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองประธานกรรมการฝ่ายโครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นประธาน และพลเรือเอก ประวิตร รุจิเทศ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการใหญ่โครงการจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชดำริ (ศอญ.) และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 109 ชั้น 1 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล   กระทรวงอุตสาหกรรม โดยนายสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้แทนได้ร่วมดำเนินงานด้านการกำจัดมลพิษทางอากาศ ด้วยการจัดทำเครื่องกำจัดมลพิษทางอากาศ PM 2.5 และ PM 10 โดยใช้น้ำ เช่น เครื่องกรองอากาศโดยใช้น้ำ เครื่องปล่อยละอองน้ำ โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) เพื่อลดปัญหามลพิษทางอากาศในพื้นที่ที่ประสบปัญหา พร้อมทั้งมีการรับรองมาตรฐานสิ่งประดิษฐ์ภายใต้โครงการฯ เพื่อเป็นกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก  

อ่านต่อ...


ก.อุตฯ นำคณะผู้ประชุมความร่วมมือด้านแร่ธาตุอาเซียน เยี่ยมชมหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (CIV) สัมผัสวิถีชีวิตชุมชนบ้านออนใต้ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

22 มี.ค 2562

เชียงใหม่ : เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2562 นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้เกียรติกล่าวต้อนรับ และนำคณะผู้เข้าประชุมความร่วมมือด้านแร่ธาตุอาเซียน ครั้งที่ 16 The 16th ASEAN Senior Officals Meeting on Minerals (Working Groups) : 16th ASOMM WGs กว่า 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย รวมทั้งสื่อมวลชน เยี่ยมชมวิถีชีวิตชุมชนหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (CIV) ณ โครงการพัฒนาพื้นที่ห้วยลานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.ออนใต้ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ โดยมี นางเบญจมาพร เอกฉัตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม นายกอบชัย สังสิทธิ์สวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นายนิรันดร์ ยิ่งมหิศรานนท์ รองอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเยี่ยมชม มีนายสราวุธ วรพงษ์ นายอำเภอสันกำแพง ให้การต้อนรับ   หมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry Village: CIV) ชุมชนออนใต้ ต.ออนใต้ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เป็นหมู่บ้านที่นำทุนทางวัฒนธรรม วิถีชีวิตมาผนวกกับความคิดสร้างสรรค์ และการออกแบบมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าในชุมชน เป็นสินค้าที่ระลึกเพื่อการท่องเที่ยวและบริการ หรือกิจกรรมที่สร้างประสบการณ์ใหม่จากการท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดมูลค่าใหม่ทางเศรษฐกิจบนแนวคิดอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยในชุมชนได้จัดซุ้มนิทรรศการต่าง ๆ ไว้ให้การต้อนรับคณะผู้เข้าเยี่ยมชม ประกอบด้วย •ซุ้มนิทรรศการแร่ “ก้าวเดินตามรอยพ่อ (Father’s Footsteps)” •ซุ้มจัดแสดงผลิตภัณฑ์ดินขาว “ปั้นดินสู่ดาว” สร้างสรรค์สู่ระดับนานาชาติ •ซุ้มสาธิตสล่าล้านนา “หัตถศิลป์ล้านนา คุณค่าเหนือกาลเวลา •ซุ้มภูมิปัญญาอาหาร เกษตรและบริการ “บ้านจุ๋มเมืองเย็น ชุมนุมออนใต้” •ซุ้มผลิตภัณฑ์แฟชั่น เครื่องแต่งกาย CIV ชุมนุมออนใต้ และ •ซุ้มชุมชนไทลื้อดอยสะเก็ด วัฒนธรรมมีชีวิต นวัตกรรมภูมิปัญญาพื้นถิ่น ซึ่งนิทรรศการดังกล่าว เป็นการนำเอาวัฒนธรรมและวิถีชีวิตดั้งเดิมที่ยังคงรักษามาจนถึงปัจจุบันสร้างเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการท่องเที่ยว ผสานอัตลักษณ์ดั้งเดิมพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับยุคสมัยและมีแบรนด์สินค้าเป็นของตนเอง ภายใต้สโลแกน "พันนาพูเลา ร้อยเรื่องเล่า เมืองเก่าออนใต้" มีตราสัญลักษณ์เป็นรูปปลา 3 ตัว ว่ายวนรอบใบไม้ ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อาทิ เสื้อผ้าและกระเป๋าย้อมสีธรรมชาติ เครื่องปั้นดินเผาที่ใช้เทคนิคการผลิตแบบดั้งเดิมมาผลิตเป็นภาชนะในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดเชียงใหม่ โดยสามารถสร้างรายได้สู่ชุมชนกว่า 1.5 ล้านบาท#CIV  

อ่านต่อ...


“ปลัดพสุ” ปลื้มผลสำรวจนิด้าโพลชี้ ก.อุตฯ ออกใบอนุญาต ร.ง.4 สุดโปร่งใส ผปก.พอใจทะลุ 85%

21 มี.ค 2562

นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยผลการสำรวจความพึงพอใจของผู้ประกอบการต่อการขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) และการให้บริการของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งสำรวจโดย ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ในปี 2561 ที่ผ่านมา โดยมีกลุ่มประชากรเป้าหมาย เป็น    ผู้ประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 2 และ 3 ที่ได้รับใบอนุญาตฯ ตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 จำนวน 1,986 ราย ทั่วประเทศ พบว่า ภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 85 ใน 5 ด้าน คือ 1.การให้บริการของเจ้าหน้าที่ (ร้อยละ 88 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุภาพ เป็นมิตร กระตือรือร้นเต็มใจให้บริการ) 2.อัตราค่าธรรมเนียม (ร้อยละ 87 กำหนดชัดเจนมีความเหมาะสม) 3.ขั้นตอนและกระบวนการให้บริการ (ร้อยละ 84 สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน มีความโปร่งใส) 4.เอกสารและหลักฐานประกอบ (ร้อยละ 83 มีการกำหนดรายชื่อแบบฟอร์มเอกสารหลักฐานไว้อย่างชัดเจน) และ 5. ช่องทางและสิ่งอำนวยความสะดวก (ร้อยละ 81 หน่วยงานมีการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จที่ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด และศูนย์สารพันทันใจในกรมโรงงานฯ) ตามลำดับ    นายสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเสริมว่า “วัตถุประสงค์ของการสำรวจฯ ก็เพื่อนำผลที่ได้ไปเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้รับบริการ โดยเฉพาะภารกิจด้านการอนุมัติอนุญาตฯ และการให้บริการผู้ประกอบการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งนิด้าโพลได้จัดส่งรายงานสรุปผลการศึกษามายังกระทรวงฯ พร้อมกับเพื่อพัฒนาการบริการขององค์กรที่น่าสนใจ เช่น การให้บริการยื่นคำขอรับบริการต่าง ๆ ผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ การพัฒนาบุคลากรผู้ให้บริการโดยเฉพาะทักษะดิจิทัลในการปฏิบัติงาน การประชาสัมพันธ์ควรปรับรูปแบบช่องทางให้หลากหลาย และสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องต่อผู้ประกอบการ เรื่องขั้นตอนในการขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการโรงงานในแต่ละประเภท รวมถึงความปลอดภัย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับประเด็นอื่นๆ เช่น ข้อกังวลเรื่องการทำประชาพิจารณ์ก่อนเปิดโรงงาน การจดทะเบียนเครื่องจักรที่หน่วยงานภูมิภาคไม่สามารถดำเนินการแทนส่วนกลางได้ การสามารถส่งเอกสาร/หลักฐานประกอบในการต่ออายุในปีต่อๆ ไปในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ การชำระค่าธรรมเนียมผ่านระบบอินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้ง     การสร้างฐานข้อมูลศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยอำนวยความสะดวก เนื่องจากการขอใบอนุญาตฯ ในบางขั้นตอนต้องผ่านการตรวจสอบรับรองจากผู้เชี่ยวชาญก่อน เป็นต้น”    นอกจากนี้ทาง นิด้าโพล ยังจัดลำดับการอำนวยความสะดวกด้านการกำกับ ดูแลการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานของหน่วยงานในสังกัดทั้ง 76 จังหวัด สรุปได้ว่ามีระดับความพึงพอใจต่อการให้บริการ ส่วนใหญ่อยู่ในเกรด B (ช่วงร้อยละ 80-89) จำนวน 47 จังหวัด รองลงมาคือเกรด A (อยู่ในช่วงร้อยละ 90 ขึ้นไป) จำนวน 19 จังหวัด ได้แก่ ตราด พะเยา ชัยภูมิ นครพนม อุตรดิตถ์ สุรินทร์ เชียงราย นครนายก มหาสารคาม พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สมุทรสงคราม สระบุรี นครปฐม กาญจนบุรี ร้อยเอ็ด เชียงใหม่ ตาก พังงา ถัดมาได้รับเกรด C (ช่วงร้อยละ 70-79) จำนวน 9 จังหวัด และ เกรด D (ช่วงร้อยละ 60-69) จำนวน 2 จังหวัด ได้แก่ หนองบัวลำภู และ ศรีสะเกษ   ด้านปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวทิ้งท้ายว่า “การสำรวจในครั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายเป็นลูกค้าและเคยใช้บริการของกระทรวงฯ ทั้งสิ้น โดยทั้งหมดมาจาก 21 กลุ่มอุตสาหกรรมและเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจการทำงานของกระทรวงฯ สูงถึงร้อยละ 85 ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นการทำงานที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี เหล่านี้เป็นผลมาจากการที่กระทรวงฯ เป็นส่วนราชการตัวอย่างของการลดระยะเวลาในการขอใบอนุญาตต่างๆ การจัดทำคู่มือการให้บริการประชาชนในทุกกระบวนงานอนุญาตตาม พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ การทำงานแบบสานพลังใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงการให้บริการอนุญาตผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ในหลายกระบวนงานเพิ่มขึ้นทุกปีเพื่อเพิ่มความโปร่งใสตรวจสอบได้ ทั้งนี้ กระทรวงฯ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัด ไม่ว่าจะเป็น กรม รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานในภูมิภาค นำข้อมูลผลการวิจัยดังกล่าวถึงไปใช้ประโยชน์เพื่อการปรับกระบวนการให้บริการ และนำข้อสังเกต/ข้อเสนอแนะ ไปใช้ปรับปรุงงานในส่วนที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบด้วย”    21 มีนาคม 2562

อ่านต่อ...


ผลงาน 6 เดือนแรก สมอ. แก้กฎหมายเพิ่มโทษผู้กระทำผิด ยึดอายัดสินค้าไม่ได้มาตรฐานกว่า 1.17 พันล้านบาท

21 มี.ค 2562

สมอ. แถลงผลงาน 6 เดือนแรก ปี 62 แก้กฎหมายเพิ่มโทษผู้กระทำผิด ยึดอายัดสินค้าไม่ได้มาตรฐานมูลค่ากว่า 1.17 พันล้านบาท เหล็กครองแชมป์อันดับหนึ่ง 836 ล้านบาท ล่าสุดกำชับผู้ค้าออนไลน์กว่า 50 ราย ขายสินค้ามาตรฐานบังคับต้องปฏิบัติตามกฎหมาย  นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า สมอ. ยังคงผลักดันการ Transform การมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำพาประเทศสู่ Thailand 4.0 ตามนโยบายรัฐบาล อีกทั้งเร่งแก้ปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐานในท้องตลาดให้แก่ประชาชน เดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเพื่อเพิ่มความสะดวกแก่ผู้ประกอบการยิ่งขึ้น โดยผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกของปี 2562 (ตุลาคม 2561– มีนาคม 2562) สมอ. เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจตราสินค้าในท้องตลาด ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญในด้านการคุ้มครองผู้บริโภค สามารถยึดอายัดสินค้าไม่ได้มาตรฐานมูลค่ากว่า 1.178 พันล้านบาท เหล็กมากที่สุด มูลค่ากว่า 836 ล้านบาท รองลงมาเป็นวัสดุก่อสร้าง มูลค่ากว่า 337 ล้านบาท ตามมาด้วยโภคภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องกล/ยานยนต์ ปิโตรเคมีและโพลิเมอร์ ตามลำดับ โดยในปีนี้ สมอ. ได้ปรับวิธีการตรวจติดตามร้านจำหน่าย จากเดิมดำเนินการตรวจร้านจำหน่ายในลักษณะปูพรมทั่วพื้นที่ในราชอาณาจักรเปลี่ยนเป็นการกำกับดูแลเน้นการสร้างเครือข่าย เพื่อให้ความรู้สถานประกอบการ โดยเชิญผู้บริหารห้างสรรพสินค้ารายใหญ่มาให้ข้อมูลด้านการมาตรฐานและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พร้อมทั้งจัดทีมเฉพาะกิจด้านการปราบปรามสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน สุ่มตรวจสอบอย่างเข้มข้นตามจุดเป้าหมายต้นทางที่สำคัญตามแหล่งกระจายสินค้าต่างๆ ซึ่งผลการดำเนินงานในช่วงเดือนกันยายน – ธันวาคม 2561 สมอ. ลงพื้นที่ตรวจห้างสรรพสินค้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล แล้วจำนวน 47 แห่ง นอกจากนี้ สมอ. ยังได้มีแนวทางในการกำกับดูแลร้านค้าออนไลน์ด้วย โดยได้เชิญผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าออนไลน์กว่า 50 ราย อาทิ บริษัท เซ็ลทรัล เจดี คอมเมิร์ซ จำกัด บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ซีพีแลนด์ จำกัด บริษัท ทีวีไดเร็ก จำกัด (มหาชน) บริษัท ไฮช้อปปิ้ง จำกัด ฯลฯ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือแนวทางในการคุ้มครองผู้บริโภคจากการซื้อสินค้าออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่เป็นมาตรฐานบังคับจำนวน 112 รายการ ที่ สมอ. ควบคุม    สำหรับการปรับแก้ไข พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 ซึ่งมีการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย ลดขั้นตอนเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ เพิ่มโทษสำหรับผู้ทำ และนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่เป็นมาตรฐานบังคับ โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก สมอ. จากเดิม จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และโทษสำหรับร้านค้าที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์มาตรฐานบังคับ ที่ไม่ได้มาตรฐาน จากเดิมจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับตั้งแต่ 5000-50000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็น จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 500,000 หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ก็เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัย    ด้านการปรับปรุงการให้บริการกับผู้ประกอบการ ได้มีการปรับปรุงกระบวนการออกใบอนุญาต โดยนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในกระบวนการออกใบอนุญาต หรือ E-license ซึ่งผลการดำเนินงานตั้งแต่เปิดใช้ระบบวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นมา ผู้ประกอบการสามารถยื่นขออนุญาตผ่านระบบได้ 278 มาตรฐาน ได้รับใบอนุญาตแล้วจำนวน 1,004 ฉบับ โดยตั้งเป้าหมายภายในเดือนกันยายน 2562 ต้องยื่นผ่านระบบได้ 700 มาตรฐาน และภายในปี 2562 จะสามารถเชื่อมโยงข้อมูลผลทดสอบกับห้องปฏิบัติการ (LAB) หน่วยตรวจสอบที่เป็น Outsource ให้กับ สมอ. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยผู้ประกอบการไม่ต้อง Upload เอกสารเข้าสู่ระบบอีกต่อไป ซึ่งจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น รวมทั้ง สมอ. ยังได้ปรับปรุงระบบการชำระค่าบริการต่าง ๆ ของ สมอ. ให้สามารถชำระผ่านทางธนาคารกรุงไทยได้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ โดยสามารถตรวจสอบหรือจัดพิมพ์ใบแจ้งหนี้สำหรับนำไปชำระเงินผ่านช่องทางการชำระเงินของธนาคารได้ ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 เป็นต้นมา    นอกจากนั้นแล้ว สมอ. ยังได้มีการสร้างหน่วยงานเครือข่ายมาช่วยกำหนดมาตรฐาน (SDOs) ขณะนี้ได้ประกาศแต่งตั้งหน่วยงาน องค์กร และสมาคมวิชาชีพต่าง ๆ แล้ว จำนวน 36 หน่วยงาน ซึ่งทำให้การกำหนดมาตรฐานของ สมอ. เร็วขึ้น จากเดิม 315 วัน เหลือเพียง 150 วัน/เรื่อง    ด้านการส่งเสริม SMEs สมอ. ได้จัดทำมาตรฐานอุตสาหกรรมเอส (มอก. S) เพื่อยกระดับขีดความสามารถ SMEs ด้วยมาตรฐานที่เหมาะสมกับตลาดเป้าหมาย โดยการสร้างระบบการมาตรฐานเฉพาะ และได้ประกาศใช้แล้ว จำนวน 41 เรื่อง ออกใบรับรอง มอก.เอส ให้ผู้ประกอบการแล้ว 11 ราย/ฉบับ    การแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก สมอ. ได้กำหนดมาตรฐานการระบายสารมลพิษจากเครื่องยนต์ของรถจักรยานยนต์ ตามข้อกำหนด EURO 4 ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ประกาศใช้อยู่ในสหภาพยุโรปในปัจจุบัน คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ภายในปี 2562 นี้ และมาตรฐานการระบายสารมลพิษจากเครื่องยนต์ของรถยนต์นั่ง และรถกระบะ ตามข้อกำหนด EURO 5 โดยมาตรฐานฉบับนี้คาดว่าจะจัดทำแล้วเสร็จในปี 2562 และเมื่อผ่านกระบวนการทางกฎหมายแล้ว คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ในต้นปี 2564  สำหรับการก่อสร้างศูนย์ทดสอบทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ มีความคืบหน้าตามลำดับ โดยโครงการระยะที่ 1 สนามทดสอบยางล้อ เพื่อใช้ทดสอบยางล้อตามมาตรฐาน UN R117 ในรายการเสียงจากยางล้อที่สัมผัสผิวถนน และการยึดเกาะถนนบนพื้นเปียก ขณะนี้ก่อสร้างแล้วเสร็จและได้รับการรับรองจาก Applus+IDIADA ราชอาณาจักรสเปน ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานที่ยอมรับในระดับสากล ส่วนห้องปฏิบัติการทดสอบ เพื่อใช้ทดสอบยางล้อตามมาตรฐาน UN R117 ในรายการความต้านทานการหมุนและอาคารสำนักงาน จะก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปีนี้ ส่วนโครงการระยะที่ 2 ส่วนทดสอบยานยนต์และชิ้นส่วน ประกอบด้วยสนามทดสอบกลางแจ้ง 5 สนาม คาดว่าจะดำเนินการเสร็จสมบูรณ์ทั้งโครงการพร้อมเปิดให้บริการครบวงจรได้ในปี 2565    และในโอกาสที่ สมอ.จะมีอายุครบ 50 ปี ในวันที่ 25 มีนาคม 2562 สมอ. ได้กำหนดจัดงาน “สมอ. 50 ปี ซื้อสินค้าดีมีมาตรฐาน” ระหว่างวันที่ 25-29 มีนาคม 2562 เวลา 09.00 – 17.00 น. โดยมีร้านค้ามาร่วมออกบูธจำนวนกว่า 50 ร้าน แบ่งเป็น เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ เครื่องสุขภัณฑ์ อุปกรณ์เครื่องครัวและสวน และสินค้าอุปโภคบริโภค ในราคาโรงงาน จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมซื้อสินค้าดีมีมาตรฐานในงานดังกล่าว   

อ่านต่อ...


ก.อุตฯ ลงพื้นที่ จ.ลำพูน พบปะผู้ประกอบการ “ซีพีแรม” หารือแนวทางพัฒนานวัตกรรมอุตสาหกรรมอาหาร

21 มี.ค 2562

จ.ลำพูน : วันนี้ (21 มีนาคม 2562) นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ จ.ลำพูน พบปะผู้ประกอบการ และเยี่ยมชมผลการดำเนินการของบริษัท ซีพีแรม จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารพร้อมรับประทาน  โดยมี นางเบญจมาพร เอกฉัตร นายภานุวัฒน์ ตริยางกรูศรี ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม นายนิรันดร์ ยิ่งมหิศรานนท์ รองอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมลงพื้นที่เยี่ยมชม มีนายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู  กรรมการผู้จัดการบริษัท ซีพีแรม จำกัด ให้การต้อนรับและพาเยี่ยมชมไลน์การผลิตของบริษัทฯ บริษัท ซีพีแรม จำกัด (จ.ลำพูน) เป็นบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ผลิตและจำหน่ายอาหารพร้อมรับประทาน   ใน 13 จังหวัด บริเวณภาคเหนือ โดยมุ่งสร้างคุณภาพสินค้าด้วยวิธีการผลิตระดับโลก เพื่อรักษาความสดใหม่ของอาหาร มีหน่วยงานวิจัยและพัฒนาของตนเอง เพื่อหาวิธีรักษาคุณค่าทางโภชนาการของอาหารให้ยาวนานที่สุด  พร้อมนี้ได้รับซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่มีงานทำ ผลิตภัณฑ์หลักที่ทาง   บริษัทฯ ผลิตและจัดจำหน่ายเป็นกลุ่มอาหารพร้อมรับประทานแช่เยือกแข็งและแช่เย็น ซึ่งผ่านกระบวนการทำให้สุกและพร้อมรับประทาน ผ่านกรรมวิธีแช่เยือกแข็งและแช่แข็ง เพียงแค่นำมาอุ่นให้ร้อนก็สามารถรับประทานได้ทันที เช่น ข้าวถาดแดง ข้าวถ้วย ซูซิโรล ข้าวปั้นโอนิกิริ (ข้าวปั้นสามเหลี่ยม) ที่ได้ควบคุมตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาสูตร ผ่านกรรมวิธีการผลิตที่ควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน เพื่อให้ได้คุณภาพความสดใหม่และความอร่อย เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ มุ่งเน้นพัฒนาให้เกิดความปลอดภัยของอาหารให้กับสังคมและประเทศ สร้างความมั่นคงของอุตสาหกรรมอาหารอย่างยั่งยืน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้บริโภค

อ่านต่อ...


นายกฯ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน คาดแล้วเสร็จเงินสะพัดกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี

21 มี.ค 2562

นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (Automotive and Tyre Testing, Research and Innovation Center- ATTRIC) ซึ่งเป็นศูนย์ทดสอบแห่งแรกในอาเซียน โดยตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านยานยนต์และยางล้อของอาเซียน คาดแล้วเสร็จดึงเม็ดเงินลงทุนในธุรกิจต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการส่งไปทดสอบต่างประเทศปีละ 119 ล้านบาท สนับสนุนการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 150,000 ตัน    พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดฉะเชิงเทราและได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ ณ บริเวณเขตสวนป่าลาดกระทิง ต.ลาดกระทิง อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นโครงการที่คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2559 อนุมัติให้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ ภายในกรอบวงเงิน 3,705.7 ล้านบาท รัฐเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ส่วนทดสอบยางล้อตามมาตรฐาน UN R117 และระยะที่ 2 ส่วนทดสอบยานยนต์และชิ้นส่วน ระยะเวลาการดำเนินการ 5 ปี บนพื้นที่ 1,234.98 ไร่ ณ ตำบลลาดกระทิง อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อให้บริการทดสอบและรับรองผลิตภัณฑ์ยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และยางล้อตามมาตรฐานสากล  โครงการระยะที่ 1 ส่วนทดสอบยางล้อตามมาตรฐาน UN R117 ประกอบด้วย สนามทดสอบยางล้อ เพื่อใช้ทดสอบยางล้อ ในรายการเสียงจากยางล้อที่สัมผัสผิวถนน และการยึดเกาะถนนบนพื้นเปียก ขณะนี้ก่อสร้างแล้วเสร็จและได้รับการรับรองจาก Applus+IDIADA ราชอาณาจักรสเปน ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานที่ยอมรับในระดับสากล โดยในส่วนของห้องปฏิบัติการทดสอบเพื่อใช้ทดสอบยางล้อ ในรายการความต้านทานการหมุน และอาคารสำนักงานจะก่อสร้างแล้วเสร็จปลายปีนี้  โครงการระยะที่ 2 ส่วนทดสอบยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565 ขณะนี้ได้ออกแบบและปรับพื้นที่เสร็จแล้วเพื่อรองรับการก่อสร้างสนามทดสอบยานยนต์และชิ้นส่วน รวม 5 สนาม คือ  1) สนามทดสอบระบบเบรก (Brake Performance)  2) สนามทดสอบระบบเบรกมือ (Park Brake)  3) สนามทดสอบเชิงพลวัต (Dynamic Platform)  4) สนามทดสอบการยึดเกาะถนนขณะเข้าโค้ง (Skid-Pad)  5) สนามทดสอบสมรรถนะยานยนต์ (Long Distance and High Speed)   ซึ่งในวันนี้นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในเอกสารแสดงสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นโครงการศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ ระยะที่ 2 พร้อมให้นโยบายในการดำเนินงานโครงการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกอบการยานยนต์ไทยว่า ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 2565  ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติเป็นกลไกสำคัญของประเทศไทย ช่วยเร่งรัดการพัฒนาการมาตรฐาน การวิจัยและนวัตกรรมของอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และยางล้อ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อยกระดับให้เป็นอุตสาหกรรม 4.0 โดยประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการ คือ ช่วยให้ผู้ประกอบการลดเวลาในการส่งทดสอบผลิตภัณฑ์ยานยนต์และชิ้นส่วนลงอย่างน้อย 2 เดือน เนื่องจากไม่ต้องส่งไปทดสอบที่ต่างประเทศ และประหยัดค่าใช้จ่ายในการทดสอบและรับรองผลิตภัณฑ์ ปีละ 119 ล้านบาท อีกทั้งยังช่วยดึงดูดนักลงทุนอุตสาหกรรมการแปรรูปยางพาราให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ทำให้ปริมาณการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 40 หรือประมาณ 150,000 ตัน เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์แปรรูปยางพาราในประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวสวนยางกว่า 6 ล้านคน ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เกิดการจ้างงานบุคลากรในพื้นที่ ด้านช่างเทคนิคไม่น้อยกว่า 200 คน และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกไม่น้อยกว่า 2,000 คน คิดเป็นรายได้ 500-1,000 ล้านบาทต่อปี เกิดการลงทุนธุรกิจการค้าและธุรกิจต่อเนื่อง สร้างรายได้ในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี รวมถึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นประเทศเป้าหมายของการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอนาคต นอกจากนี้ ยังเอื้อให้เกิดการลงทุนในกิจกรรมการวิจัยและพัฒนายานยนต์ต้นแบบ ตามเป้าหมายที่สำคัญของอุตสาหกรรม S-Curve ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC อีกด้วย    20 มีนาคม 2562

อ่านต่อ...


ก.อุตฯ เผยผลการดำเนินงานกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี ปี 61 ด้านการเงินและการตอบสนองผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด

20 มี.ค 2562

ก.อุตฯ เผยผลการดำเนินงานกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี ปี 61 ด้านการเงินและการตอบสนองผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด   นายเดชา จาตุธนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (สอป.) เผยว่า กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี จัดตั้งตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุน ให้ความช่วยเหลือเงินทุน และการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้แก่ SMEs ที่มีศักยภาพในการต่อยอดพัฒนาธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน รวมถึงการส่งเสริมและพัฒนา SMEs ให้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น   โดยกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี เร่งช่วยเหลือ SMEs ทั่วประเทศให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ตามนโยบายของรัฐบาล มีกระบวนการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อที่เป็นระบบ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาและความต้องการของพื้นที่ โดยได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีระดับจังหวัด ซึ่งเน้นการมีส่วนร่วมของหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการเงิน ในการร่วมพิจารณาสินเชื่ออย่างรอบคอบและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กองทุนฯ กำหนด โดยได้มีการปรับลดขั้นตอนการให้บริการให้สามารถปล่อยสินเชื่อแก่ SMEs ทั่วประเทศได้มากกว่า 10,400 ราย มูลค่าการอนุมัติสินเชื่อกว่า 15,300 ล้านบาท และอยู่ระหว่างขั้นตอนพิจารณาอนุมัติ จำนวนกว่า 2,700 ล้านบาท ส่งผลให้กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีมีผลการประเมินในปีแรก (พ.ศ.2561) จากกรมบัญชีกลาง ด้านการเงิน 4.7 คะแนนและการตอบสนองต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ 5 คะแนนจากคะแนนเต็ม 5 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กองทุนฯ กำหนด   นอกจากนี้ กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอียังได้ให้บริการส่งเสริมและพัฒนาควบคู่กับการให้สินเชื่อเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้แก่ SMEs อาทิ การเพิ่มผลิตภาพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างโอกาสทางการตลาด การบริหารบัญชีและการเงินที่เป็นระบบ โดยสามารถช่วยเหลือพัฒนา SMEs ไปแล้วกว่า 9,500 ราย ทำให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และลดความเสี่ยงของการเป็นหนี้ด้อยคุณภาพได้     ทั้งนี้ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี กล่าวเพิ่มเติมว่า กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี ได้ดำเนินการพัฒนากระบวนการปล่อยสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ SMEs ทั่วประเทศเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันได้มีการพัฒนาปรับปรุงระบบการบริหารจัดการภายใน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2562 ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ได้สั่งการให้สำนักงานกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี จัดทำแผนปรับปรุงการให้สินเชื่อและการส่งเสริมพัฒนา SMEs และแผนเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการกองทุนให้กรมบัญชีกลางภายในวันศุกร์ที่ 29 มีนาคม 2562 และดำเนินการตามแผนให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน

อ่านต่อ...


“อธิบดีกอบชัย” ลงพื้นที่ อ.สันทราย บุกห้องปฏิบัติการทันตกรรม ผู้ผลิตฟันเทียมรายใหญ่ของประเทศ

20 มี.ค 2562

“อธิบดีกอบชัย” ลงพื้นที่ อ.สันทราย บุกห้องปฏิบัติการทันตกรรม ผู้ผลิตฟันเทียมรายใหญ่ของประเทศ   จ.เชียงใหม่ 19 มีนาคม 2562 - นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พร้อมด้วย นายเจตนิพิฐ รอดภัย เลขานุการกรม สำนักงานเลขานุการกรม นายวาที พีระวรานุพงศ์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาดิจิทัลอุตสาหกรรม นางสาวนิรามัย ศิริศรีสุดากุล ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที 1 นางสาวหนึ่งหทัย ธรรมพิทักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 2 นางเฉลา ศรีเพ็ชร์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 และคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผลการดำเนินงานของสถานประกอบการที่ได้รับการส่งเสริม พัฒนา และสนับสนุนจาก กสอ. ณ บริษัท เอ็กซาซีแลม จำกัด โดยมีคณะผู้บริหารบริษัทฯ ให้การต้อนรับ พร้อมทั้งกล่าวสรุปผลการดำเนินงานโดยรวมของบริษัทฯ และนำเยี่ยมชมกระบวนการผลิตต่าง ๆ   บริษัทดังกล่าว เป็นผู้ผลิตทันตกรรมเทียม (ฟันปลอม) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยผลิตฟันปลอมในรูปแบบต่าง ๆ ให้กับคลินิกทันกรรมและโรงพยาบาลของประเทศไทย รวมถึงส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ด้วยคุณภาพในมาตรฐาน ISO13485 และมาตรฐานระดับสากลต่าง ๆ มีใบรับรองแหล่งที่มาและคุณภาพวัตถุดิบ ซึ่งบริษัทฯ จัดได้ว่ามีกระบวนการผลิตที่ทันสมัยที่สุด ได้แก่ ระบบ Intra oral scanner and digital model ซึ่งเป็นการสแกนช่องปากและสร้างเป็นพิมพ์ปากสำหรับการหล่อฟันเทียม ทำให้สะดวก รวดเร็ว มีการส่งงานแบบออนไลน์ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุน จาก กสอ. ในโครงการต่าง ๆ ทำให้เกิด้แนวทางในการพัฒนารูปแบบธุรกิจอย่างรอบด้านทั้งในด้านการผลิต การบริหารจัดการ และการพัฒนาบุคลากร เช่น สามารถปรับผังโรงงานใหม่เหมาะสมกับกระบวนการผลิต มีความรวดเร็วในการรับคำสั่งซื้อและการสั่งงาน และสามารถลดอัตราของเสียได้ โดยล่าสุดทางบริษัทฯ ยังได้เข้าร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมระบบเพื่อเฝ้าติดตาม และตรวจสอบดูแลการทำงานของเครื่องจักร (Machine Monittoring System) เพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหวร่างกายของพนักงานในแต่ละวัน และเชื่อมต่อผ่านระบบการจัดการข้อมูล เพื่อบริหารจัดการพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ดังกล่าวทำให้ประสิทธิภาพของการผลิตฟันปลอมจาก 400 ชิ้นต่อเดือนเป็น 480 ชิ้นต่อเดือน คิดเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 หรือ คิดเป็นมูลค่า 1.2 ล้านบาท### PR.DIP (กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม) รายงาน ### PR.DIP (กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม) รายงาน

อ่านต่อ...


การประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาและยกระดับสินค้าอุตสาหกรรม ครั้งที่ 5-6/2562

19 มี.ค 2562

วันนี้ (19 มีนาคม 2562) นายสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาและยกระดับสินค้าอุตสาหกรรม ครั้งที่ 5-6/2562 เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาและยกระดับสินค้าอุตสาหกรรมของกระทรวงอุตสาหกรรม  อาทิ  โครงการสร้างสรรค์อัตลักษณ์สินค้าอุตสาหกรรมชุมชนสู่สากล (กสอ.) และยกระดับสินค้าอุตสาหกรรมชุมชมให้มีมูลค่าสูงและดึงดูดนักท่องเที่ยว  นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้ร่วมกันพิจารณาข้อมูลและจัดทำแผนปฎิบัติการพัฒนาต่อยอด Application สินค้าอุตสาหกรรมชุมชน   โดยมี นางเบญจมาพร  เอกฉัตร   นายประกอบ  วิวิธจินดา ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม  นายจารุพันธุ์  จารโยภาส  รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ผู้แทนกลุ่มประสิทธิภาพฯ ที่ 1-6  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมชุณหะวัณ ชั้น 3 กระทรวงอุตสาหกรรม  

อ่านต่อ...


Page 1 of 258