“พิมพ์ภัทรา” แจงละเอียดยิบปมเหมืองทองอัครา ยืนยันแก้ปัญหาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ

อาคารรัฐสภา : วันที่ 4 เมษายน 2567 นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ชี้แจงในญัตติการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ ม.152 โดยตอบข้อสงสัยของนางสาวเบญจา แสงจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ที่ได้อภิปรายถึงจัดการเหมืองทองอัคราที่อนุญาโตตุลาการเลื่อนการชี้ขาดออกไปเป็นช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2567 โดยตั้งข้อสงสัยถึงการยกผลประโยชน์จากขุมทรัพย์ทองคำให้แก่นายทุนต่างชาติว่า เหมืองทองอัคราเริ่มมาตั้งแต่ปี 2545 ต่อมาปี 2557 ได้มีการร้องเรียนของประชาชนในพื้นที่จนเกิดข้อพิพาทระหว่างประชาชน 2 กลุ่มกลายเป็นเรื่องใหญ่ มีการกล่าวอ้างว่าการทำเหมืองทองเกิดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบ และตั้งกรรมการหลายคณะ พร้อมทั้งสั่งให้กระทรวง 4 กระทรวงที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขณะนั้น เข้าไปตรวจสอบข้อร้องเรียนของประชาชนที่กังวล หลังจากนั้นใช้เวลากว่า 3 ปี ความจริงยังไม่ปรากฏ กระทรวงอุตสาหกรรม จึงเสนอขอใช้มาตรา 44 เพื่อระงับการทำเหมืองทองคำอัคราไว้เป็นการชั่วคราว ถือเป็นมาตรการเพื่อใช้ป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชนและสิ่งแวดล้อม

รมว.อุตสาหกรรม ชี้แจงว่า นอกจากนี้ยังมีการศึกษาว่าการทำเหมืองทองเกิดผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ทั้งนี้ การให้หยุดกิจการไม่ใช่เพียงแค่หยุดแต่ให้ไปปรับปรุงกฎหมายเพื่อสร้างความมั่นใจและป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดทเต็ด ลิมิเต็ด ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทอัคราในขณะนั้น มีความเห็นไม่ตรงกับทางรัฐบาล โดยเห็นว่าทางบริษัทฯได้รับผลกระทบจึงนำเรื่องยื่นอนุญาโตตุลาการ โดยระบุว่าเหตุของเหมืองทองอัคราไม่สามารถบ่งชี้ได้ชัดเจนว่า สาเหตุผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนเกิดจากเหมืองทองอัคราหรือไม่ ต่อมาประเทศไทยมีการปรับปรุงกฎหมายการทำเหมืองแร่ปี 2560 ได้มีการออกนโยบายดูแลสุขภาพประชาชนและจัดตั้งกองทุนต่างๆ เพื่อเข้ามาดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนที่เกี่ยวข้องรวมถึงสิ่งแวดล้อม จากนั้นการทำเหมืองแร่่ทองคำถึงจะดำเนินการต่อได้

ส่วนกรณีของผงทองคำ ที่ผู้อภิปรายสงสัยว่า บริษัทฯ จะนำไปขายได้หรือไม่ นั้น นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าวว่า เป็นธรรมดาทรัพย์สินใด ๆ ภายใต้การดูแลของบริษัทฯ ตั้งแต่วันสั่งให้หยุดกิจการก็ยังไม่สามารถเอาออกไปได้ จนกว่าจะเปิดกิจการต่อ ทรัพย์สินนั้นจึงจะกลับมาเป็นของบริษัทเหมือนเดิม ซึ่งทั้งหมดได้มีการทำตามกฎหมาย และในประเด็นข้อกล่าวหาว่ามีการเอาผงทองไปแลกกับคดีที่เสนออนุญาโตตุลาการหรือไม่นั้น ก็ถือเป็นสิทธิของเขาถ้ากระบวนการถูกต้อง

ทั้งนี้ ในปี 2563 และ 2564 บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ในฐานะบริษัทลูกได้กลับมาดำเนินกิจการอีกครั้ง มีการขออนุญาตตามเรื่องที่เคยขอไว้ก่อนหน้านี้ ปี 2563 ราคาสูงขึ้นอย่างชัดเจน เขาเห็นความคุ้มค่าในการลงทุนมีการขอมาตั้งแต่ปี 2546 ต่อเนื่องถึง 2548 มีคณะกรรมการแร่ มีหลายหน่วยงานร่วมกันพิจารณาว่า จะอนุญาตหรือไม่ พิจารณาภายใต้ พ.ร.บ.แร่ฉบับใหม่ กระทั่งปี 2560 กลับมาเปิดอีกครั้งโดยคำนึงถึงสุขภาพประชาชนและมีกองทุนฯ ดูแล

“ดิฉันขอยืนยันว่า การดำเนินการเหมืองแร่ในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ส่วนที่สมาชิกกังวลในเรื่องของมาตรการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ นั้น ขอเรียนว่า ในการประชุม ครม. เมื่อ 2 สิงหาคมปี 2565 มีมติเห็นชอบนโยบายด้านอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมต่อเนื่องตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ โดยให้ความสำคัญกับห่วงโซ่อุปทานของการทำเหมืองแร่ในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ การได้สิทธิ์บีโอไอไม่ใช่เฉพาะเหมือนทองอัคราเท่านั้นที่ขอได้ แต่แร่อื่นก็ขอบีโอไอได้เพราะมีโครงการลงทุนในหลายประเภท เพราะแร่คือความมั่นคงของประเทศ” รมว.อุตสาหกรรมย้ำ

สำหรับประเด็นที่สงสัยว่าทำไม นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จึงมาเป็นประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายการจัดการแร่แห่งชาติ ซึ่งนางสาวพิมพ์ภัทรา ได้ชี้แจงว่า ไม่แปลกเลยเนื่องจากเป็นสายบังคับบัญชาตามสายงาน เพราะนายพีระพันธุ์เป็นรองนายกฯ ดูแลกระทรวงอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงขออย่าเอาเรื่องการเมืองมาปนกับการบริหารงานรัฐ มันไม่เป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา ที่สำคัญประธานฯ ไม่มีอำนาจอนุมัติในการสำรวจแร่ เพราะการอนุมัติและการอนุญาตผ่านขั้นตอน 7 กระทรวง 14 หน่วยงานในการพิจารณา ต้องแบ่งให้ถูกอย่าเอาข้อสงสัยมาผูกรวมแล้วกล่าวหาไม่เป็นธรรม วันนี้กระทรวงอุตสาหกรรมแก้ปัญหา 2 ด้านทำคู่ขนานกันไป เราทำเรื่องสู้คดีทำด้วยความรัดกุมรอบคอบ ทางอนุญาโตตุลาการบอกว่า ตกลงกันได้แล้วให้มาดำเนินการซึ่งมี 2 ทางคือ การต่อสู้คดีและการเจรจา เราคำนึงด้วยว่าถ้าบริษัทกลับมาประกอบกิจการได้จะเกิดประโยชน์กับประเทศหลายส่วน และที่ถามว่าเหตุใดถึงเลื่อนคำชี้ขาดออกมาจะมีการแลกเปลี่ยนอะไรหรือไม่ ซึ่งก็ได้บอกแล้วอนุญาโตตุลาการได้แนะนำให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาเพื่อหาข้อยุติ เพื่อความสงบสุขทั้งสองฝ่าย จึงได้มีการเจรจาเพื่อระงับข้อพิพาทมาตั้งแต่ปี 2563 ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันเลื่อนคำชี้ขาดออกไป

ทั้งนี้ นางสาวพิมพ์ภัทรา ย้ำว่า การเลื่อนคำชี้ขาดออกไปไม่สามารถทำได้ฝ่ายเดียวต้อง 2 ฝ่ายตกลงร่วมกัน ขอยืนยันการเจรจาฝ่ายไทยเราไม่ได้เสียประโยชน์ ฝ่ายไทยยังได้ประโยชน์ในการกลับมาประกอบกิจการของเหมืองทองอัครา วันนี้มีการสร้างงานเพิ่มขึ้นช่วยให้เศรษฐกิจในพื้นที่มีการหมุนเวียน มีการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านที่ดูแลชุมชนรอบ ๆ มีการนำเหมืองทองคำกลับมาใช้ประโยชน์ สิ่งสำคัญประเทศได้เงินค่าภาคหลวง 60% จะส่งคืนประชาชนในพื้นที่ ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่ปี 2560 จ่ายค่าภาคหลวงให้ไทยสูงถึง 4,400 ล้านบาทเมื่อกลับมาประกอบกิจการอีกครั้ง เริ่มต้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2546 ถึงปัจจุบันได้เงินค่าภาคเหลืองแล้ว 358 ล้าน ประชาชนในพื้นที่ได้รับการดูแล การกลับมาของเมืองทองอัคราไม่ได้กลับมาอย่างถูกกล่าวหา แต่กลับมาตามกฎหมาย พ.ร.บ.แร่ 2560

สำหรับ เรื่องคดีความต่างๆ ที่กล่าวหาว่า มีการแลกเปลี่ยนกันจนเกิดประโยชน์กับบริษัทเหมืองทองอัคราหรือไม่ ขอชี้แจงว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมีข้อจำกัด ทำงานตามขอบเขตของกระทรวงอุตสาหกรรมเท่านั้น ไม่มีใครอยากจะทำดำเป็นขาว หรือไปแปดเปื้อนกับคดี และคดีไม่มีใครแทรกแซงได้ จึงไม่เป็นธรรมที่มากล่าวหาว่า มีการเอาคดีความต่างๆไปแลกกับการเปิดเหมืองทอง ส่วนการใช้ ม.44 ในขณะนั้น เพราะในพื้นที่มีความขัดแย้งรุนแรง ได้มีการไปขอความเห็นจากหลายหน่วยงานก่อนใช้ ม. 44 ไม่ได้ทำเพียงลำพัง เราทำเพื่อป้องกันและระงับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน กระทรวงอุตสาหกรรมและนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ทำเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย

“วันแรกที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง เข้าใจดีว่าเมืองทองอัคราเป็นเรื่องข้อพิพาทระหว่างประเทศอยู่ในความสนใจของประชาชน เรื่องที่อยู่ในอนุญาตโตตุลาการเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน มีความจริงหลายอย่างที่พูดได้เพียงบางเรื่อง เพราะข้อตกลงบังคับไว้จะส่งผลต่อการ พิจารณาข้อพิพาท วันนี้ดิฉันไม่ได้มาพูดในฐานะ รมว.อุตสาหกรรม แต่มาพูดในนามตัวแทนคนไทยคนหนึ่งที่ต้องปกป้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ รับหน้าที่ของ รมว.อุตสาหกรรม จะทำอย่างไรให้นำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ได้รับการยอมรับจากโลก ผ่านกระบวนอนุญาโตตุลาการ ดิฉันจึงลุกขึ้นมา เพื่อปกป้องคนทำงาน ปกป้องประชาชน ที่เป็นเจ้าของประเทศที่จะได้ประโยชน์จากการทำกิจการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย” รมว.อุตสาหกรรมชี้แจง