รวอ.เอกนัฏ ถก ฮอนด้า เล็ง ปรับมาตรการด้านยานยนต์ให้เอื้อต่อการแข่งขันที่เป็นธรรม
25 พฤศจิกายน 2567 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หารือกับนายคุวาฮาระ โทชิโอะ (Mr. KUWAHARA Toshio) ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชี่ยน ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด นายพรวุฒิ สารสิน กรรมการบริหาร บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด และคณะผู้บริหารระดับสูง กลุ่มบริษัท Honda เข้าพบเพื่อแนะนำบริษัทฯ และรายงานแผนการดำเนินกิจการ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านสถานการณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยมีนายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม นายวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม นายภาสกร ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมด้วย ณ ห้องประชุม อก.1 ชั้น 2 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
นายเอกนัฏ กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตลอดจนการหดตัวของภาคเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนโดยแบตเตอรี่ (BEV) เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดผลกระทบกับตลาดยานยนต์เดิม จึงเห็นควรว่าจะต้องมีการพิจารณาปรับมาตรการด้านยานยนต์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องให้มีความเหมาะสมและเอื้อต่อการแข่งขันที่เป็นธรรมต่อผู้ผลิตยานยนต์เดิมและผู้ผลิตยานยนต์สมัยใหม่ และอาจพิจารณาการผลิตรถยนต์ที่ใช้พลังงานสะอาดอื่น ๆ เช่น เชื้อเพลิงชีวภาพ (Bio fuel) เป็นต้น เพิ่มด้วย พร้อมทั้งเตรียมมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำร่างพระราชบัญญัติกากอุตสาหกรรมและขยะอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเป็นการควบคุมการจัดการรถยนต์เก่าและขยะอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งเตรียมการจัดตั้งกองทุนปฏิรูปอุตสาหกรรมเพื่อความยั่งยืน เพื่อส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจในการรีไซเคิลรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า และคาดหวังว่าทางผู้ประกอบญี่ปุ่นจะยังรักษาฐานการผลิตในไทย ทั้งนี้ยังได้มีการหารือเกี่ยวกับ Part Localization หรือการสนับสนุนการใช้ชิ้นส่วนประกอบยานยนต์ที่ผลิตในประเทศ เพื่อให้เกิดการส่งเสริมการจ้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจ และสอดคล้องกับแนวทางภาครัฐ และยืนยันว่าภาครัฐจะให้การส่งเสริมและสนับสนุนการประกอบการของผู้ประกอบการอย่างเต็มที่ เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจของไทย อีกทั้งการลงทุนของญี่ปุ่นเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่อุปทาน และส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานในประเทศไทยเพิ่มขึ้นด้วย