ข่าวประชาสัมพันธ์กระทรวงอุตสาหกรรม

สอน. จับมือ 3 องค์กรชั้นนำ MOU เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีไร่อ้อย ยกระดับชาวไร่อ้อย สู่การพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยในระยะยาว

26 เม.ย 2562

วันที่ 25 เมษายน 2562 สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม จับมือ 3 องค์กรชั้นนำ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, บริษัทเกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และสมาคมชาวไร่อ้อยเขต 11 นครสวรรค์ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการในไร่อ้อย การพัฒนาทางด้านวิชาการ การพัฒนาด้านพันธุ์อ้อย และพัฒนาบุคลากร ณ ห้องแซฟไฟร์ ชั้น 2 โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพมหานคร   นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่า กระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะเป็นหน่วยงานหลักที่กำกับดูแลระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทย มั่นใจว่าความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของประเทศ ทั้งในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการในไร่อ้อย การพัฒนาพันธุ์อ้อย การยกระดับงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยปรับเปลี่ยนจากการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming) รวมถึงการสร้างเครือข่ายและพัฒนาบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ    ซึ่งบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ หน่วยงานทั้ง 4 จะร่วมกันดำเนินงาน เป็นระยะเวลา 5 ปี โดยสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย จะสนับสนุนงบประมาณดำเนินงานภายใต้โครงการการเพิ่มศักยภาพการผลิตอ้อยมุ่งสู่ Smart Farming, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ จะสนับสนุนด้านบุคลากร เครื่องมือ อุปกรณ์ และห้องปฏิบัติการ, บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จะสนับสนุนด้านสถานที่ ข้อมูล การนำไปทดสอบใช้ และสมาคมชาวไร่อ้อยเขต ๑๑ นครสวรรค์ จะสนับสนุนด้านข้อมูล และร่วมกันประชาสัมพันธ์ไปยังเกษตรกรชาวไร่อ้อยทั่วประเทศ เพื่อให้ดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าวบรรลุตามเป้าประสงค์   นางวรวรรณ ชิตอรุณ เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กล่าวเพิ่มเติมว่า สอน. ได้เริ่มสนับสนุนการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยเกษตรกรชาวไร่อ้อยในการบริหารจัดการไร่ โดยปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ได้ดำเนินโครงการการเพิ่มศักยภาพการผลิตอ้อยมุ่งสู่ Smart Farming ซึ่งได้พัฒนาระบบสารสนเทศรูปแบบใหม่ เพื่อให้เกษตรกรสามารถบันทึกข้อมูลไปพร้อมกับการเห็นพื้นที่ไร่ของตนเองผ่านอากาศยานไร้คนขับ (Drone) สำหรับแก้ปัญหาการบริหารจัดการไร่อ้อยที่มีพื้นที่แปลงขนาดใหญ่ ตลอดจนมีการสาธิตการนำเครื่องจักรกลทางการเกษตรสมัยใหม่มาใช้ในการเตรียมและปลูกอ้อย ตั้งแต่การเพาะปลูกจนถึงการจัดการไร่หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต ผ่านเว็บแอพพลิเคชั่น https://thaismartfarming.com และเพื่อให้เกิดการพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ได้ขยายผลการดำเนินงานไปยังกลุ่มเกษตรกรชาวไร่อ้อยในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ จำนวนไม่น้อยกว่า 30 ราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกอ้อยกว่า 1,000 ไร่ ได้ใช้งานระบบสารสนเทศในการบริหารจัดการไร่อ้อยอย่างมีประสิทธิภาพผ่านระบบ Web Application และสามารถต้นแบบให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยในการดำเนินการบริหารจัดการอ้อยแปลงใหญ่ตามแนวคิด Smart Farming ตามนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล   นอกจากนั้นแล้ว กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ได้เสนอโครงการส่งเสริมสินเชื่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยอย่างครบวงจร ระยะที่ 2 วงเงินสินเชื่อปีละ 2,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี รวมวงเงิน 6,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ นำไปซื้อรถตัดอ้อย, รถคีบอ้อย, รถตัดอ้อยแร๊พเตอร์, เครื่องสางใบอ้อย, เครื่องอัดใบอ้อย และเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำในไร่อ้อย ซึ่งจะเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยเพิ่มผลิตภาพการผลิต และคุณภาพผลผลิตอ้อย อีกทั้งสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ในระยะยาว ส่งผลให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยมีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย และเพิ่มขีดความสามารถให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยสามารถแข่งขันได้ทั้งในตลาดอาเซียนและตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน  

อ่านต่อ...


กมอ. ไฟเขียว “เต้าเสียบและเต้ารับ” เป็นมาตรฐานบังคับ หลังเห็นชอบร่างมาตรฐาน 39 เรื่อง

26 เม.ย 2562

  นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2562 ว่า มติที่ประชุม กมอ. ได้เห็นชอบให้ สมอ. ดำเนินการกำหนดให้ผลิตภัณฑ์เต้าเสียบและเต้ารับ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ปลั๊กไฟ ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเลขที่ มอก.166-2549 หรือมาตรฐานบังคับ เพื่อให้มีรูปแบบที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน และเพื่อความปลอดภัยของประชาชน เนื่องจากเต้าเสียบและเต้ารับเป็นของที่ประชาชนต้องใช้งานกันอยู่ทุกๆ วัน จึงมีความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากไฟฟ้าได้ เช่น การใช้เต้าเสียบของเครื่องใช้ไฟฟ้า หากเสียบเข้ากับเต้ารับแล้วมีอาการหลวมหรือไม่แน่น จะทำให้เกิดประกายไฟ และเกิดความร้อนสะสมขึ้นได้ เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดเพลิงไหม้ สมอ. จึงได้กำหนดมาตรฐานเต้าเสียบและเต้ารับ โดยมาตรฐานดังกล่าวจะเป็นการยกระดับคุณภาพของเต้าเสียบและเต้ารับให้มีคุณภาพสูงขึ้น ช่วยป้องกันการเกิดประกายไฟ และความร้อนสะสม ผู้บริโภคก็จะมีความปลอดภัยมากขึ้น   เลขาธิการ สมอ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ถึงแม้ สมอ. จะกำหนดให้มาตรฐานเต้าเสียบและเต้ารับเป็นมาตรฐานบังคับ โดยผู้ประกอบการทั้งผู้ทำ และผู้นำเข้าจะต้องผลิตและนำเข้าเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานเท่านั้น แต่ในการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน ผู้บริโภคควรศึกษาคู่มือวิธีการใช้งาน และข้อควรระวังโดยละเอียด เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภคเอง และสำหรับการใช้งานเต้าเสียบและเต้ารับที่ปลอดภัยนั้น มีข้อควรปฏิบัติง่ายๆ คือ ไม่ควรเสียบเต้าเสียบเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ไฟมากๆ พร้อมกันหลายๆ เครื่อง เพื่อลดโอกาสการเกิดความร้อนสะสมที่เป็นสาเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ หรือหากมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าพร้อมกันหลายๆ เครื่อง ควรจะมีอุปกรณ์ป้องกันกระแสเกินหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า เซอร์กิตเบรคเกอร์ ซึ่งมีหน้าที่ตัดกระแสไฟฟ้าเมื่อมีการใช้กระแสไฟฟ้ามากเกินไป ติดตั้งในระบบไฟฟ้าของที่อยู่อาศัยด้วย และที่อยู่อาศัยต้องมีระบบสายดินเพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่ว   และนอกจาก กมอ. จะเห็นชอบมาตรฐานเต้าเสียบและเต้ารับเป็นมาตรฐานบังคับแล้ว ยังเห็นชอบร่างมาตรฐานที่ สมอ. กำหนดอีก 39 เรื่อง อาทิ เครื่องซักผ้าใช้ในที่อยู่อาศัย (ที่เน้นเรื่องการประหยัดพลังงาน) โกลด์สตาร์ตเตอร์สาหรับหลอดฟลูออเรสเซนซ์ ผลิตภัณฑ์ดูดความชื้นสาหรับอาหารแห้ง พอลิเอทิลีนเทเรฟแทเลตเรซินชั้นคุณภาพสัมผัสอาหาร น้ำปลา น้ำหวานเข้มข้น และน้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพร เช่น ไพล ดอกกานพลู และตะไคร้ อีกด้วย  

อ่านต่อ...


ก.อุตฯ ติดตามการปล่อยสินเชื่อฯกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีฯ หวังยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน เพิ่มขีดความสามารถ พัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปสู่ตลาดโลก

25 เม.ย 2562

  อุบลราชธานี : วันนี้ (25 เมษายน 2562) นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี  พบปะผู้ประกอบการที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ บริษัท กาล (30) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์หัตถกรรมท้องถิ่น โดยมี นางเบญจมาพร เอกฉัตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม นายจารุพันธ์ จารโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมพบปะ   มีนายรังสรร บุญสะอาด อุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานี และนายวีรวุฒิ สังฆพรม  เจ้าของ บริษัท กาล(30) จำกัด ให้การต้อนรับและพาเยี่ยมชมการดำเนินงานของบริษัท   บริษัท กาล (30) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอาง อาทิ โลชั่น รังไหมขัดหน้า สครับกาแฟ สบู่สมุนไพร 10 ชนิด ภายใต้แบรนด์ยางนา (YANGNA) โดยนำผลิตภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นมาพัฒนาด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัย เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้าสู่ตลาดการค้าทั้งในและต่างประเทศ  ซึ่งได้รับการสนับสนุนสินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ จากกระทรวงอุตสาหกรรม จำนวน 8.5 ล้านบาท เพื่อสร้างโกดังเก็บสินค้า ติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้า ซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ ทำให้มีกำลังการผลิตมากขึ้น สามารถรองรับการสั่งซื้อสินค้าจำนวนมากได้ จึงทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 10% นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้เข้าร่วมโครงการต่าง ๆ กับศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 7 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม อาทิ กิจกรรมพัฒนาและส่งเสริมการใช้ระบบซอฟต์แวร์เฉพาะด้านในธุรกิจอุตสาหกรรม การให้คำปรึกษาเชิงลึกการเพิ่มผลิตภาพสถานประกอบการอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการด้วย Digital Training และโครงการการเชื่อมโยงการค้าชายแดนสู่ Industry 4.0 จากการเข้าร่วมโครงการฯ ดังกล่าว  ทำให้มีการเชื่อมโยงทางการค้ากับผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ ในเบื้องต้นมีการตกลงสั่งซื้อสินค้าจากประเทศเวียดนามและกัมพูชา พร้อมทั้งมีการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายในประเทศกัมพูชาอีกด้วย #ยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน#พัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป#กระทรวงอุตสาหกรรม  

อ่านต่อ...


การประชุมคณะกรรมการปรับปรุงพัฒนาระบบชำระเงินค่าธรรมเนียมรายปีโรงงานและระบบการจัดการเอกสารข้อมูลโรงงานของสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ครั้งที่ 2/2562

24 เม.ย 2562

วันนี้ (24 เมษายน 2562) เวลา 09.30 น. นายสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปรับปรุงพัฒนาระบบชำระเงินค่าธรรมเนียมรายปีโรงงานและระบบการจัดการเอกสารข้อมูลโรงงานของสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ครั้งที่ 2/2562 โดยมีนายประกอบ วิวิธจินดา ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม นางรวีวรรณ​ อุตรนคร ผู้อำนวยการกองกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นางสาวณิชรดา วิสุทธิชาติธาดา ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นายสมชัย เอมบำรุง ผู้อำนวยการกองกฎหมาย นางพงษ์ศิริ วรรณศรี ผู้อำนวยการกองตรวจราชการ ประธานคณะกรรมการส่งเสริมการดำเนินงานการพัฒนาประสิทธิภาพองค์กรและผู้แทน ผู้แทนจากธนาคารกรุงไทย ร่วมประชุม เพื่อติดตามการดำเนินงานให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานสามารถโอนเงินชำระค่าธรรมเนียมรายปีผ่าน QR Code ณ ห้องประชุม อก. 1 ชั้น 2 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม  

อ่านต่อ...


สมอ. ตรวจร้านหมูกระทะย่านตลาดนัดเลียบทางด่วนรามอินทรา และตลาดหัวมุม กรณีแก๊สกระป๋องระเบิด

24 เม.ย 2562

นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตลาดนัดเลียบทางด่วนรามอินทรา และตลาดหัวมุม เมื่อเย็นวานนี้ (22 เม.ย. 62) เพื่อตรวจสอบร้านหมูกระทะจากกรณีแก๊สกระป๋องระเบิด ว่า สมอ. ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจร้านหมูกระทะบริเวณตลาดนัดเลียบทางด่วนรามอินทรา ตั้งแต่วันที่ 19 เม.ย. 62 ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 22 เม.ย. 62 ที่ผ่านมา โดยเข้าพบพันตำรวจโทวีระ งามเลิศ รองผู้กำกับการ (สอบสวน) สถานีตำรวจนครบาลโคกคราม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง พบว่า กระป๋องแก๊สที่ระเบิดไม่มีการแสดงฉลากภาษาไทย เป็นสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ตัวกระป๋องทำด้วยอะลูมิเนียม มีความจุประมาณ 0.5 ลิตร น้ำหนัก 250 กรัม จัดอยู่ในขอบข่ายมาตรฐานกระป๋องแอโรซอล มอก. 974-2533 ซึ่งต้องใช้เพียงครั้งเดียว โดยไม่สามารถนำมาบรรจุซ้ำแล้วนำกลับมาใช้งานใหม่ได้ และจากการวิเคราะห์สาเหตุการเกิดระเบิดมาจากการใช้งานผิดประเภท โดยนำกระป๋องแอโรซอลที่ออกแบบไว้สำหรับบรรจุแก๊ส ไม่ไวไฟและทนความดันต่ำ (23 psi) มาเติมแก๊ส LPG ซึ่งมีความดันสูง (100-130 psi) และเมื่อใช้เป็นเวลานาน มีความร้อนต่อเนื่องกัน จึงเป็นเหตุให้กระป๋องเกิดระเบิด นอกจากนี้ ยังพบอีกว่าร้านหมูกระทะมักนิยมนำกระป๋องแก๊สเก่ามาเติมใหม่ โดยการเติมแก๊ส LPG ซึ่งเป็นแก๊สที่มีความดันสูง เมื่อเกิดระเบิดอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้    เลขาธิการ สมอ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ถังที่ใช้สำหรับบรรจุแก๊ส LPG ที่ใช้ความดันสูงได้นั้น ต้องเป็นถังที่ได้มาตรฐาน มอก. 27-2543 มาตรฐานถังแก๊สปิโตรเลียมเหลว ซึ่งเป็นมาตรฐานบังคับ ผู้ใดจะทำหรือนำเข้า ต้องได้รับอนุญาตจากเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมก่อนเท่านั้น หากฝ่าฝืนจะมีความผิดตามกฎหมาย ทั้งนี้ ข้อกำหนดที่สำคัญของมาตรฐานถังแก๊สปิโตรเลียมเหลวนี้ ได้แก่ ตัวถังต้องทำจากเหล็กกล้าเนื้อแน่น ทนความดันได้สูง มีอุปกรณ์นิรภัยควบคุมความปลอดภัยในการใช้งาน มีความจุตั้งแต่ 1 ลิตร - 500 ลิตร ฯลฯ จึงขอเตือนผู้ประกอบการว่าอย่าได้นำกระป๋องแก๊สที่ใช้แล้วมาบรรจุแก๊ส LPG ซ้ำโดยเด็ดขาด เมื่อเกิดระเบิดอาจเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้ สำหรับผู้บริโภคหากจะรับประทานหมูกระทะ ก็ให้เลือกจากร้านที่ใช้เตาถ่าน หรือหากใช้เตาไฟฟ้าก็ต้องเป็นเตาไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน มอก. เท่านั้น เพื่อความปลอดภัย และจากการตรวจร้านหมูกระทะที่ตลาดนัดเลียบทางด่วนรามอินทรา และตลาดหัวมุม พบว่าทั้ง 2 ตลาด ส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนมาใช้เตาถ่านเกือบทั้งหมดแล้ว  

อ่านต่อ...


รองนายกฯ สมคิด ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานของกระทรวงอุตสาหกรรม

22 เม.ย 2562

วันนี้ (22 เม.ย. 62) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีนายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายพสุ  โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุม อก.1 ชั้น 2 กระทรวงอุตสาหกรรม    โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้นำเสนอแนวทางการจัดทำแพลตฟอร์ม เพื่อเพิ่มทักษะและยกระดับแรงงานฝีมือที่จะเชื่อมโยงกับภาคเอกชน รวมถึงการรายงานความก้าวหน้าการส่งเสริมพัฒนา SMEs ในด้านต่างๆ ทั้งโครงการ InnoSpace และการพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม 4.0 (Factory 4.0) รวมถึงมาตรการในการนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาอ้อยไฟไหม้ในภาพรวมทั้งระบบ

อ่านต่อ...


ก.อุตฯ ลงพื้นที่ จ.น่าน พบวิสาหกิจชุมชน มุ่งส่งเสริมอัตลักษณ์ พัฒนาขีดความสามารถสู่สากล

22 เม.ย 2562

น่าน : วันนี้ (20 เมษายน 2562) นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ จ.น่าน เพื่อตรวจเยี่ยมชมและพบปะผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน น่านมอลต์ และขวัญธารา โดยมี นางเบญจมาพร เอกฉัตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม นายนิรันดร์ ยิ่งมหิศรานนท์ รองอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่และคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม มีนายวิบูรณ์ เพชรรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน และนายสำเริง สวัสดีนฤนาท อุตสาหกรรมจังหวัดน่าน ให้การต้อนรับ   วิสาหกิจชุมชนน่านมอลต์ เป็นการรวมกลุ่มของเกษตรที่ปลูกข้าวสาลีดอยแห่งเดียวในประเทศไทย มีการแปรรูปเป็นมอลต์โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมกับกระบวนการสมัยใหม่ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์มอลต์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตัวเองได้ ทางน่านมอลต์ได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรและอาหารเพื่อเชื่อมโยงตลาดของกระทรวงอุตสาหกรรม ทำให้มีการรวมกลุ่มคลัสเตอร์ ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ แบ่งปันวัตถุดิบ การพัฒนา การผลิต และการตลาดซึ่งกันและกัน โดยมีศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 ได้เข้ามาให้ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีการแปรรูปการเกษตรและอาหาร เช่น ระบบ Freeze Dry (การทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง) เพื่อนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อาทิ ข้าวซอยตัดแป้งมอลต์, ข้าวมอลต์งอก, ข้าวสาลีแผ่น นอกจากนี้ยังได้รับการพัฒนาด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ให้เป็นสินค้าพรีเมียม เพื่อเจาะกลุ่มตลาดบน และได้รับการสนับสนุนสินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ จำนวน 1.2 ล้านบาท เพื่อสร้างอาคารการผลิตให้ได้มาตรฐาน และซื้อเครื่องจักร เพื่อนำมาพัฒนาและวิจัย คิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ซอสปรุงรสมอลต์ ทำให้ น่านมอลต์มีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากเดิมถึง 100% เลยทีเดียว     จากนั้น นายสมชายและคณะ ได้เยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนขวัญธารา ผู้ผลิตและแปรรูปสมุนไพร มีนางธารารัตน์ ศรีจันทร์ดี ให้การต้อนรับและพาเยี่ยมชมกระบวนการผลิต วิสาหกิจชุมชนขวัญธารา เป็นผู้ผลิตและแปรรูปสมุนไพร โดยนำผลมะไฟจีนซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดน่าน มาเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง ภายใต้แบรนด์ “ขวัญธารา” ซึ่งได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปและอุตสาหกรรมอาหารครบวงจรกับกระทรวงอุตสาหกรรม โดยทางกระทรวงฯเป็นผู้พัฒนาและจัดทำต้นแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และฉลากให้กับขวัญธารา เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ อาทิ เซรั่ม โฟมล้างหน้า ครีมบำรุงมือจากมะไฟจีน ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิม 50% นอกจากนี้ยังได้รับความรู้การสร้างอาคารการผลิตให้ได้มาตรฐาน จากกระทรวงอุตสาหกรรม ทำให้ผลิตภัณฑ์ได้รับมาตรฐานการผลิตและได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามากยิ่งขึ้น ปัจจุบันขวัญธารามีรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านทาง Thailand Mall คิดเป็นมูลค่า 80% ของรายได้ อีก 20% มาจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายในจังหวัดน่าน และในอนาคตจะเข้าร่วมโครงการกับทางกระทรวงอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไป

อ่านต่อ...


ก.อุตฯ ลงพื้นที่ จ.น่าน เยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้อัตลักษณ์น่านนคร หวังหนุนเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับคนรุ่นใหม่

21 เม.ย 2562

น่าน : วันที่ 20 เมษายน 2562 นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ จ.น่าน เพื่อเยี่ยมชม เฮือนรถถีบและพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติ ร.9 โดยมี นางเบญจมาพร เอกฉัตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม นายนิรันดร์ ยิ่งมหิศรานนท์ รองอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเยี่ยมชม มีนายวิบูรณ์ แววบัณฑิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน และนายสำเริง สวัสดีนฤนาท อุตสาหกรรมจังหวัดน่าน ให้การต้อนรับ   เฮือนรถถีบ เป็นพิพิธภัณฑ์สะสมจักรยานที่มีอายุกว่า 60 ปี มีจักรยานจำนวนหลายร้อยคัน ทั้งแบบรุ่นเก่าและอุปกรณ์จักรยานที่หาดูยากหลายชิ้น พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจของ นายสุพจน์ เต็งไตรรัตน์ ผู้ก่อตั้ง “เฮือนรถถีบ” ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์และแหล่งเรียนรู้เรื่องจักรยานให้แก่คนรุ่นหลัง โดยเริ่มสะสมจากจักรยานเพียงไม่กี่คันที่ประกอบชิ้นส่วนขึ้นมาใหม่ แล้วทยอยสะสมจักรยานมาเรื่อย ๆ จนครบทุกรุ่น มีจักรยานโบราณคลาสสิคหาชมยากหลายรูปแบบ อาทิ จักรยานล้อโต อายุกว่า 130 ปี ที่มีล้อหน้าใหญ่ล้อหลังเล็ก จักรยานไทรดอน ที่มีวิวัฒนาการจากจักรยานล้อโต มาเป็นการใช้เฟืองและโซ่เป็นครั้งแรก เพื่อช่วยให้ใช้แรงถีบน้อย และจักรยานบีเอสเอ จักรยานพับได้รุ่นแรกของโลก ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในการสงคราม ตัวรถพับและหิ้วสะพายหลังได้ ซึ่งทหารจะกระโดดร่มลงมาพร้อมจักรยานนี้แล้วกางออกปั่นต่อไปได้    จากนั้น นายสมชายและคณะ ได้เดินทางไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 9 ณ สำนักงานเทศบาลตำบลเวียงสา มีนายวิโรจน์ หวั่นท๊อก นายกเทศมนตรีตำบลเวียงสาให้การต้อนรับและพาเยี่ยมพิพิธภัณฑ์   พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติ ร.9 ตั้งอยู่ที่สำนักงานเทศบาลตำบลเวียงสา เป็นอาคารที่สร้างขึ้นสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยชั้นบนได้สร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ แสดงศิลปะล้านนา อาทิ ประวัติเจ้าหลวงเมืองสา เครื่องใช้โบราณในท้องถิ่น ข้อมูลชนเผ่าต่าง ๆ และอนุสรณ์สถานที่ประทับรับรองการเสร็จมาเยือนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ อีกทั้งยังเป็นสถานที่จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ในเดือนธันวาคมของทุกปี     ซึ่งทางกระทรวงอุตสาหกรรมคาดหวังให้ทั้งเฮือนรถถีบ และพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติ ร.9 กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดน่าน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับคนรุ่นใหม่ต่อไป

อ่านต่อ...


ก.อุตฯ ลงพื้นที่ จ.น่าน ตรวจเยี่ยมหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ บ้านนำ้เกี๋ยน มุ่งเสริมแนวคิด สร้างรายได้สู่ชุมชน

19 เม.ย 2562

น่าน : วันนี้ (19 เมษายน 2562) นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ จ.น่าน เพื่อตรวจเยี่ยมหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (CIV) บ้านน้ำเกี๋ยน โดยมี นางเบญจมาพร เอกฉัตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม นายนิรันดร์ ยิ่งมหิศรานนท์ รองอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่และคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม มีนายสำเริง สวัสดีนฤนาท อุตสาหกรรมจังหวัดน่าน และนายสุวัฒน์ พรมสุวรรณ ที่ปรึกษาบริษัท ส เต็งไตรรัตน์ (น่าน) จำกัด (อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน)ให้การต้อนรับและพาเยี่ยมชมชุมชนบ้านน้ำเกี๋ยน   หมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (CIV) บ้านน้ำเกี๋ยน เป็นวิสาหกิจชุมชนที่ก่อตั้งขึ้นจากการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ร.9 มาเป็นแนวทางในการทำงาน โดยเริ่มจากการผลิตของใช้ในครัวเรือนเพื่อลดรายจ่าย ลดการใช้เคมีภัณฑ์ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน จากนั้นจึงมีการรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มต่าง ๆ อาทิ กลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างหูล้านนาแฮนแมด กลุ่มผลิตผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ กลุ่มผลิตสมุนไพรและชา จนได้เป็นชุมชนดีเด่นจากการเชื่อมโยงภูมิปัญญาเรื่องสมุนไพรมาใช้ในชีวิตประจำวัน และสามารถสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนได้ ซึ่งในปี 2559 ชุมชนมีรายได้ทางเศรษฐกิจมูลค่า 3 ล้านบาท หลังจากนั้นในปี 2560 ทางชุมชนบ้านน้ำเกี๋ยน ได้เข้าร่วมโครงการสร้างสรรค์อุตสาหกรรมเชิงวัฒนธรรม การพัฒนาหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry Village:CIV) กับกระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยว ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม มีจุด check in สำหรับให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูป ทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นกว่า 3,202 คน ผนวกกับการให้ความรู้ ทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชุมชนให้ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับสู่สากล ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์สมุนไพรชีวาร์ ของชุมชนบ้านน้ำเกี๋ยน ได้รับการพัฒนาผลิตภัณฑ์จนได้รับมาตรฐาน ASEAN GMP จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างหูล้านนาแฮนแมด กลุ่มผลิตผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ กระทรวงอุตสาหกรรมมีแนวคิดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นอัตลักษณ์ของตนเองต่อไป เช่น ลายผ้าน้ำเกี๋ยน เป็นต้น     นอกจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้ขอความร่วมมือจากองค์กรขนาดใหญ่ ให้เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เจ้าของกิจการในชุมชน อาทิเช่น ด้านการเงิน การตลาด การขาย กฎหมาย ตลอดจนเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ รวมถึงด้านต่าง ๆ ให้กับธุรกิจ ทำให้ในปี 2560 ชุมชนบ้านน้ำเกี๋ยน มีรายได้ทางเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 100% และปี 2561 มีรายได้ทางเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ซึ่งในปี 2562 นี้ ทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้ตั้งเป้าหมายรายได้ทางเศรษฐกิจของชุมชนบ้านน้ำเกี๋ยน เป็นมูลค่า 20 ล้านบาท

อ่านต่อ...


ก.อุตฯ ลงพื้นที่ จ.น่าน พบปะผู้ประกอบการเพื่อส่งเสริมและพัฒนาขีดความสามารถ สร้างแบรน์ เพิ่มรายได้

19 เม.ย 2562

น่าน : วันนี้ (19 เมษายน 2562) นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ จ.น่าน เพื่อตรวจเยี่ยมชมและพบประผู้ประกอบการ ธ.รุ่งเรือง ผู้ผลิตน้ำมันเหลือง และบริษัท บ้านถั่วลิสง จำกัด ผู้ผลิตถั่วลิสงแปรรูป โดยมี นางเบญจมาพร เอกฉัตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม นายนิรันดร์ ยิ่งมหิศรานนท์ รองอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่และคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม มีนายวิบูรณ์ แววบัณฑิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน และนายสำเริง สวัสดีนฤนาท อุตสาหกรรมจังหวัดน่าน ให้การต้อนรับ ธ.รุ่งเรือง เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ผู้ผลิตน้ำมันเหลือง ยาดม ยาหม่อง มีนายวีรวิทย์ และ นางสาวกมลทิพย์ ธารสว่างดำรงค์ เจ้าของกิจการ ให้การต้อนรับและพาเยี่ยมชมกระบวนการผลิต ผลิตภัณฑ์ของ ธ. รุ่งเรือง เช่น สมุนไพรหอม น้ำมันเหลือง น้ำมันนวด และขี้ผึ้ง เป็นการนำความรู้ตามตำรายาจีนโบราณของบรรพบุรุษ มาผสานกับภูมิปัญญาสมุนไพรไทย จนพัฒนากลายเป็นตำรับยาเฉพาะ ภายใต้แบรนด์ “อรุณทิพย์” ได้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาศักยภาพสถานประกอบการอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป ของศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 เพื่อลดการสูญเสีย 7 ประการ และการจัดทำมาตรฐานเครื่องสำอาง นอกจากนี้ยังได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์กับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดน่าน เพื่อออกแบบและพัฒนาหีบห่อผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างมูลค่าให้กับสินค้า หลังจากได้รับการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ทำใหเแบรนด์อรุณทิพย์ มีรายได้จากเดิม 8 หมื่นบาท เพิ่มขึ้นเป็น 1.5 แสนบา   จากนั้นนายสมชายและคณะ ได้เยี่ยมชม บริษัท บ้านถั่วลิสง จำกัด ผู้ผลิตถั่วลิสงแปรรูป มีนายวุฒิชัย แห่วตระกูลปัญญา หุ้นส่วน หจก. ซินกวงน่าน และนางสาวอารีย์ เพชรรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บ้านถั่วลิสง จำกัด ให้การต้อนรับและพาเยี่ยมชมกระบวนการผลิต แรกเริ่ม บริษัท บ้านถั่วลิสง จำกัด ดำเนินกิจการผลิตถั่วต้ม เพื่อเป็นวัตถุดิบให้กับประเทศมาเลเซีย จากนั้นได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรในภูมิภาค (OPOAI) กับทางกระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้พัฒนาอาคารผลิตให้ได้มาตรฐาน และพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นถั่วลิสงแปรรูป ภายใต้แบรนด์ “นันทบุรี” จำหน่าย ถั่วอบกรอบ ถั่วสมุนไพร ถั่วคั่วทราย ทาร์ตสัปปะรดและทาร์ตมะไฟจีน จำหน่ายในภาคเหนือและจำหน่ายผ่านตลาดออนไลน์ ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเข้าร่วมโครงการฯ กับกระทรวงอุตสาหกรรม

อ่านต่อ...


Page 1 of 262